Grim Dawn ภาคเสริมใหม่ทำให้เกมแอ็กชัน RPG อายุ 10 ปียังน่าเล่น
บทความนี้เป็นความเห็นจากผู้เขียนที่เพิ่งเริ่มเล่น Grim Dawn เป็นครั้งแรก แต่กลับประทับใจกับความเก่าที่ไม่เก่าเกินไปของเกมแอ็กชัน RPG อายุร่วมสิบปีเกมนี้ โดยยกเครดิตสำคัญให้กับภาคเสริมล่าสุด Fangs of…

บทความนี้เป็นความเห็นจากผู้เขียนที่เพิ่งเริ่มเล่น Grim Dawn เป็นครั้งแรก แต่กลับประทับใจกับความเก่าที่ไม่เก่าเกินไปของเกมแอ็กชัน RPG อายุร่วมสิบปีเกมนี้ โดยยกเครดิตสำคัญให้กับภาคเสริมล่าสุด Fangs of Asterkarn ที่ช่วยปรับคุณภาพชีวิตของผู้เล่นและทำให้เกมเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับคนที่คุ้นกับเกมแนวใหม่กว่าอย่าง Path of Exile 2 หรือ Diablo 4
ประเด็นที่ผู้เขียนชื่นชมมากที่สุดคือระบบควบคุมแบบ WASD ที่เพิ่มเข้ามาในภาคเสริม ซึ่งใช้งานได้ลื่นไหลจนแทบไม่รู้สึกว่าเป็นฟีเจอร์ที่เพิ่งใส่เพิ่มทีหลัง นอกจากนี้ตัวเกมยังคงภาพรวมและบรรยากาศที่ไม่ล้าสมัยจนเกินไป แม้จะออกมานานแล้ว โดยผู้เขียนเปรียบว่าโทนภาพยังใกล้เคียงกับเกมแฟนตาซีเก่าที่คงเสน่ห์ไว้ได้ดี
ในแง่การเล่น ผู้เขียนเล่าว่าตัวละครแรกที่เลือกเป็นสาย Occultist กลับไม่ได้ให้ประสบการณ์แบบพ่อมดหรือนักเวทอย่างที่หวัง แต่กลับกลายเป็นแนวใช้อาวุธปืนเป็นหลักมากกว่า ก่อนจะตัดสินใจลองคลาสใหม่จากภาคเสริมคือ Berserker ซึ่งให้ประสบการณ์ที่แตกต่างชัดเจนและสนุกกว่ามาก เพราะเล่นได้เร็ว ดุดัน และพุ่งเข้าชนศัตรูแบบไม่ต้องลังเล
หนึ่งในจุดขายของบทความคือความแปลกและความเว่อร์ของสกิลใน Berserker โดยผู้เขียนบอกว่าการแปลงร่างเป็นหมาป่าทำให้เกมเปลี่ยนจังหวะไปเหมือนเป็นคนละเกม และยิ่งไปกว่านั้นยังมีร่างอีกแบบที่เปลี่ยนผู้เล่นเป็นอีกาใช้เวทน้ำแข็งขนาดใหญ่โจมตีศัตรู ซึ่งเป็นไอเดียที่ทั้งตลกและน่าจดจำ เพราะเกมแทบไม่อธิบายเหตุผลเบื้องหลัง แต่กลับกลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของมัน
ผู้เขียนยังมองไปถึงระบบพัฒนาในอนาคต โดยสนใจการผสมผสานร่างแปลงกับร่างมนุษย์ รวมถึงการลองสร้างบิลด์ที่ได้พลังเพิ่มเมื่อ HP ต่ำ ซึ่งสะท้อนว่าตัวเกมยังเปิดพื้นที่ให้ทดลองเยอะ และมีไอเท็มหรือคอมโบเฉพาะทางให้ขุดต่ออีกมาก แม้ผู้เขียนจะยังไม่ถึงช่วงท้ายเกมหรือคอนเทนต์ระดับเอนด์เกมที่ภาคเสริมเพิ่มเข้ามาเป็นหลักก็ตาม
อีกข้อที่ถูกยกมาชมอย่างจริงจังคือ Grim Dawn ยังมีระบบอำนวยความสะดวกที่เกมใหม่หลายเกมไม่มี เช่น การกดส่งวัตถุดิบคราฟต์ทั้งหมดกลับคลังจากที่ไหนก็ได้ และไม่มีโครงสร้างแบบซีซันที่บีบให้ผู้เล่นต้องเร่งทำคอนเทนต์ตามกำหนดเวลา ผู้เขียนมองว่านี่ทำให้เกมเหมาะกับการเล่นสบายๆ ตามจังหวะของตัวเองมากกว่าเกมแนวบริการที่มักกดดันเรื่องประสิทธิภาพและการไม่พลาดกิจกรรม
ท้ายที่สุด บทความสรุปในเชิงบวกว่าหาก Fangs of Asterkarn คือการปิดฉากการพัฒนาเนื้อหาใหม่ของ Grim Dawn ก็ถือว่าเป็นตอนจบที่น่าประทับใจ เพราะ Crate Entertainment ค่อยๆ ปรับเกมมานานจนกลายเป็นงานที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้เล่นใหม่ และยังน่าจับตาต่อไปในอนาคต เพราะผู้สร้างยืนยันว่ามีการพัฒนา Grim Dawn 2 ในระยะแรกแล้ว โดยภาคเสริม Fangs of Asterkarn วางจำหน่ายแล้วบน Steam


