ผู้ก่อตั้งบางส่วนเริ่มเดิมพันธุรกิจที่พาคนมาเจอกันแบบออฟไลน์
บทความนี้พูดถึงแนวโน้มของผู้ก่อตั้งบางกลุ่มที่เริ่มหันไปสร้างธุรกิจซึ่งเน้นการพาผู้คนมาเจอกันแบบตัวต่อตัว มากกว่าการผลักทุกอย่างไปอยู่บนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว โดยมองว่า “การรวมคน” อาจกลายเป็น…

บทความนี้พูดถึงแนวโน้มของผู้ก่อตั้งบางกลุ่มที่เริ่มหันไปสร้างธุรกิจซึ่งเน้นการพาผู้คนมาเจอกันแบบตัวต่อตัว มากกว่าการผลักทุกอย่างไปอยู่บนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว โดยมองว่า “การรวมคน” อาจกลายเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งได้ในตัวเอง ไม่ใช่แค่ผลพลอยได้ของแอปหรือแพลตฟอร์มดิจิทัล
ตัวอย่างที่บทความยกมาคือ Brynn Putnam และ Tristan Walker ซึ่งต่างเคยสร้างบริษัทที่ประสบความสำเร็จจนถูกซื้อกิจการไปแล้ว Putnam เป็นผู้ก่อตั้ง Mirror แบรนด์ฟิตเนสเชื่อมต่อที่ขายให้ Lululemon ด้วยมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่ถึงสามปี ความสำเร็จแบบนี้สะท้อนว่าผู้ก่อตั้งทั้งสองมีประสบการณ์ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดและจบลงด้วยดีลใหญ่จากบริษัทเทคหรือแบรนด์ค้าปลีกขนาดใหญ่
แต่แทนที่จะวิ่งตามกระแสเทคโนโลยีที่เน้นการใช้งานหน้าจอและการเติบโตของผู้ใช้ผ่านซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว ผู้ก่อตั้งกลุ่มนี้กำลังทดลองโมเดลที่เชื่อว่าความสัมพันธ์ในโลกจริงยังมีคุณค่า ทั้งในด้านสุขภาพจิต การสร้างเครือข่าย ความภักดีต่อแบรนด์ และการสร้างชุมชนที่ยั่งยืน บทความสะท้อนว่าความต้องการเจอปะพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกันนอกโลกออนไลน์ยังมีอยู่ และอาจมีศักยภาพเชิงธุรกิจมากกว่าที่หลายคนคิด
อีกประเด็นสำคัญคือแนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการจัดการและขับเคลื่อนการพบปะในชีวิตจริง เช่น การเชื่อมต่อสมาชิก การนัดหมายกิจกรรม หรือการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้คนอยากออกจากบ้านมาเข้าร่วม ความท้าทายจึงอยู่ที่การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้ “การเจอหน้ากัน” กลายเป็นสิ่งที่คนอยากทำซ้ำได้โดยไม่รู้สึกฝืน
โดยรวม บทความชี้ให้เห็นว่าหลังยุคที่สตาร์ทอัพจำนวนมากมุ่งสร้าง engagement บนหน้าจอ ผู้ก่อตั้งบางคนเริ่มมองโอกาสใหม่ในโลกออฟไลน์ ซึ่งอาจเป็นทั้งเทรนด์ด้านผู้บริโภคและช่องทางสร้างธุรกิจแบบใหม่ หากโมเดลนี้ไปได้ดี มันอาจเปิดนิยามใหม่ให้กับคำว่าบริษัทเทคโนโลยีในอนาคต


