ย้อนรอยคอนเทนต์สุดหลุดโลกของ Call of Duty ที่อยากให้กลับมาแทนหนัง
บทความชิ้นนี้เริ่มจากข่าวที่ว่า Call of Duty กำลังจะถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ โดยผู้เขียนแสดงท่าทีไม่ค่อยเชื่อมั่นนัก และใช้โอกาสนี้พาผู้อ่านย้อนกลับไปดูความพยายามทำคอนเทนต์ข้ามสื่อของ Activision ในยุค…

บทความชิ้นนี้เริ่มจากข่าวที่ว่า Call of Duty กำลังจะถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ โดยผู้เขียนแสดงท่าทีไม่ค่อยเชื่อมั่นนัก และใช้โอกาสนี้พาผู้อ่านย้อนกลับไปดูความพยายามทำคอนเทนต์ข้ามสื่อของ Activision ในยุค Call of Duty Elite ช่วงปี 2011 ซึ่งเคยผลักดันให้ซีรีส์นี้เป็นมากกว่าเกมยิงปืนธรรมดา
ในยุคนั้น Activision เปิดบริการสมาชิกแบบเสียเงินที่มีทั้งคอนเทนต์ DLC รายเดือน ฟีเจอร์โซเชียล และรายการวิดีโอเสริมหลายชุด เพื่อสร้าง “แพลตฟอร์ม” รอบเกม ไม่ใช่แค่ขายแผนที่หรือไอเท็มเพิ่มเติมเท่านั้น บทความชี้ว่าชุดคอนเทนต์เหล่านี้ดูประหลาดในสายตาปัจจุบัน แต่ก็สะท้อนความพยายามของบริษัทที่จะทำให้ Call of Duty มีตัวตนในโลกสื่อบันเทิงมากกว่าการเป็นเกมแข่งขันออนไลน์
รายการแรกคือ Friday Night Fights ที่มี Ridley Scott และ Tony Scott เป็นผู้ร่วมผลิต เป็นเหมือนรายการเกมโชว์จับทีมผู้เล่นมาแข่งและปะทะกันด้วยคำแซะและแผนเกมแบบผิวเผิน ผู้เขียนมองว่านี่คือผลงานที่ให้กลิ่นอายยุคต้นทศวรรษ 2010 อย่างชัดเจน ทั้งการจัดวางแบบเรียลิตี้ทีวี การเชียร์อย่างโอเวอร์ และความรู้สึกที่พยายามทำให้เกมดู “ใหญ่” และ “จริงจัง” เกินเหตุ แม้จะฟังดูเชยในวันนี้ แต่ก็เคยมีอยู่ถึง 3 ซีซัน
อีกชุดที่โดดเด่นคือ Cocked Hammers ผลงานของ Will Arnett และ Jason Bateman ซึ่งมาในรูปแบบกึ่งแอนิเมชันกึ่งภาพในเกม คล้าย Machinima ที่เอาตัวละครในเกมมาป้อนบทตลกและสถานการณ์เหนือจริง ผู้เขียนยกฉากที่ตัวละครค้นพบว่าตัวเองไม่มีอวัยวะเพศและวิ่งวุ่นหาทางตายเพื่อดึงมุกตลกมาอ้างอิง เพื่อชี้ให้เห็นว่ารายการนี้ทั้งเพี้ยนและหยาบ แต่ก็มีเสน่ห์ตรงความพยายามของนักแสดงและอารมณ์ขันแบบไม่เกรงใจใคร
ส่วน Noob Tube เป็นรายการแนวชุมชนที่ Andrew Santino นำคลิปการเล่นของผู้เล่นมาล้อและวิจารณ์ พร้อมสอดแทรกสเก็ตช์สั้น ๆ ระหว่างช่วงต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนความพยายามของ Call of Duty Elite ที่อยากเป็นพื้นที่โซเชียลและคอนเทนต์ชุมชน ไม่ใช่แค่บริการขายของเสริม บทความยอมรับว่ามุกจำนวนมากไม่ได้เข้าทุกอัน แต่ก็ยังมีความสนุกในแบบ “ของเก่า” ที่ทำให้เห็นความกล้าทดลองของค่ายในเวลานั้น
โดยสรุป ผู้เขียนเสนอว่าสิ่งที่น่าเสียดายไม่ใช่แค่การที่คอนเทนต์เหล่านี้หายไป แต่คือ Activision อาจกำลังทุ่มพลังไปกับหนัง Call of Duty ที่ดูมีโอกาสออกมาเป็นผลงานแอ็กชันสงครามสูตรสำเร็จ ขณะที่คอนเทนต์แนวรายการหรือมาชินิมาที่เคยทำกลับมีความแปลก ใหม่ และมีเอกลักษณ์มากกว่า แม้จะดูเชยหรือแห้งแล้งเมื่อมองย้อนหลัง แต่ก็เป็นหลักฐานว่าซีรีส์นี้เคยกล้าลองสิ่งที่ไม่ธรรมดามาก่อน และนั่นคือสิ่งที่ผู้เขียนอยากเห็นกลับมาอีกครั้งแทนการเดินตามสูตรหนังบล็อกบัสเตอร์แบบเดิม ๆ


