เครื่องมือ AI อ่านภาพจากสแกนสมองได้แม่นยำขึ้น และจุดชนวนคำถามด้านจริยธรรม
งานวิจัยใหม่จากทีมของมิคาล อิรานีแห่ง Weizmann Institute of Science เสนอเครื่องมือ AI ที่สามารถคาดเดาได้ว่าคนกำลังมองภาพอะไร จากการวิเคราะห์สแกนสมองด้วย fMRI แล้วสร้างภาพกลับมาได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่…

งานวิจัยใหม่จากทีมของมิคาล อิรานีแห่ง Weizmann Institute of Science เสนอเครื่องมือ AI ที่สามารถคาดเดาได้ว่าคนกำลังมองภาพอะไร จากการวิเคราะห์สแกนสมองด้วย fMRI แล้วสร้างภาพกลับมาได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เห็นจริงอย่างน่าทึ่ง จุดเด่นของงานนี้ไม่ใช่แค่การ “ถอดรหัส” ภาพจากสมอง แต่ยังทำงานย้อนกลับได้ด้วย คือทำนายรูปแบบกิจกรรมสมองจากภาพที่ผู้ทดลองกำลังมองอยู่
เบื้องหลังของระบบนี้คือการใช้ข้อมูลสแกนสมองความละเอียดสูงจากอาสาสมัคร 8 คน ที่แต่ละคนถูกแสดงภาพราว 9,000 ภาพขณะอยู่ในเครื่อง fMRI ทีมวิจัยออกแบบโมเดลเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งทำนายโครงสร้างของภาพ เช่น สีและตำแหน่งของวัตถุ อีกส่วนทำนายเนื้อหา เช่น ว่าเป็นกลุ่มกล้วยหรือวัตถุชนิดใด จากนั้นจึงส่งต่อให้โมเดลแบบ diffusion ช่วยสร้างภาพออกมาให้คมและใกล้ต้นฉบับมากขึ้น
เพื่อแก้ปัญหาข้อมูลฝึกที่มีจำกัด ทีมวิจัยจึงสร้างอีกโมเดลหนึ่งในทิศทางตรงข้าม คือ encoder ที่ทำนายกิจกรรมสมองจากภาพ แล้วนำ encoder กับ decoder มาฝึกวนร่วมกัน วิธีนี้ช่วยให้ระบบเรียนรู้จากภาพจำนวนมากได้ แม้ภาพส่วนใหญ่จะไม่ได้มีข้อมูล fMRI คู่กันโดยตรง และสุดท้ายข้อมูลฝึกประมาณ 70% มาจากภาพที่ไม่ได้ถูกจับคู่กับสแกนสมองตั้งแต่แรก นอกจากนี้ยังพบรูปแบบของสมองที่ดูเหมือนตอบสนองต่อหมวดหมู่ภาพบางอย่างคล้ายกันในหลายคน เช่น อาหารหรือกีฬา
อีกประเด็นสำคัญคือความคุ้มค่าทางการวิจัย เครื่องมือแบบเดิมมักต้องใช้ข้อมูล fMRI ของคนใหม่ราว 40 ชั่วโมงก่อนนำไปใช้งานได้ แต่ระบบของอิรานีบอกว่าต้องใช้เพียงประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้มีศักยภาพมากสำหรับนักประสาทวิทยาที่ต้องการลดต้นทุนและเวลาในการเก็บข้อมูล ขณะเดียวกัน ผลลัพธ์ยังถือว่าดีกว่าเครื่องมือรุ่นก่อนอย่างชัดเจน แม้จะยังมีความผิดพลาดอยู่ เช่น แปลงภาพเค้กเป็นแซนด์วิช หรือภาพสุนัขในอ่างอาบน้ำกลายเป็นแพะสีใกล้เคียงกัน
นักวิจัยมองว่าเทคโนโลยีนี้อาจมีประโยชน์ทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ เช่น ช่วยผู้ป่วยที่สื่อสารไม่ได้จากภาวะ locked-in syndrome หรือช่วยสำรวจภาพในฝันและความทรงจำภายในสมอง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เปิดประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวทางความคิด เพราะหากระบบแบบนี้พัฒนาไปมากพอ อาจมีโอกาสใช้ดึงข้อมูลที่คนไม่ต้องการเปิดเผยออกมาจากกิจกรรมสมองได้โดยไม่ยินยอม
ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมและนักประสาทวิทยาที่ไม่ได้ร่วมงานวิจัยยอมรับว่าเป็นความก้าวหน้าที่น่าประทับใจ แต่ก็เตือนว่าควรระมัดระวังอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีเริ่มขยายจาก fMRI ไปสู่เครื่องมือที่เข้าถึงง่ายกว่าอย่าง EEG ผ่านหมวกอิเล็กโทรดหรือแม้แต่หูฟัง หากพัฒนาไปไกลขึ้น การอ่านภาพในใจหรือความคิดอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวเหมือนในนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป


