Microsoft เตรียมขึ้นค่าลิขสิทธิ์ Windows 11 สูงสุด 10% กระทบผู้ประกอบเครื่องพีซี
Microsoft มีรายงานว่าเตรียมปรับขึ้นค่าลิขสิทธิ์ Windows 11 สำหรับผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์แบบประกอบสำเร็จ (OEM) สูงสุดราว 10% ตามข้อมูลจากสื่อเศรษฐกิจไต้หวัน Economic Daily News ที่อ้างถึงในรายงานของ…

Microsoft มีรายงานว่าเตรียมปรับขึ้นค่าลิขสิทธิ์ Windows 11 สำหรับผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์แบบประกอบสำเร็จ (OEM) สูงสุดราว 10% ตามข้อมูลจากสื่อเศรษฐกิจไต้หวัน Economic Daily News ที่อ้างถึงในรายงานของ PCMag การขึ้นราคานี้ไม่กระทบผู้ใช้ที่ซื้อคีย์ไปติดตั้งเองบนเครื่อง DIY โดยตรง แต่จะส่งผลกับต้นทุนของผู้ผลิตและแบรนด์พีซีที่ขายเครื่องสำเร็จรูปแทน
รายละเอียดของการปรับราคาไม่ได้เท่ากันทุกเครื่อง เพราะ Microsoft ใช้โครงสร้างค่าลิขสิทธิ์ที่อิงกับระดับของชิปประมวลผล เช่น เครื่องที่ใช้ Intel Core i7 จะมีค่าลิขสิทธิ์สูงกว่าเครื่องที่ใช้ Core i3 ทำให้ภาระต้นทุนของแต่ละรุ่นต่างกันไป แม้ Windows 11 จะไม่ใช่ต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์หลัก แต่การปรับครั้งนี้ก็เพิ่มแรงกดดันต่อราคาขายปลีกในตลาดพีซีที่แพงขึ้นอยู่แล้ว
รายงานระบุว่า Asus และ Acer อาจขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ประมาณ 5% ภายในปลายปีนี้ ซึ่งสะท้อนว่าผู้ผลิตเริ่มส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค แม้ต้นทุนลิขสิทธิ์ของ Windows จะไม่ใช่ปัจจัยหลักเมื่อเทียบกับราคา RAM และ SSD ที่พุ่งแรง แต่ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ทำให้การซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่มีราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง
สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตราคาหน่วยความจำที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้สินค้าและอุปกรณ์หลายประเภทต้องปรับราคา รวมถึงคอนโซล Xbox Series X และ S ที่ Microsoft เองก็เคยขึ้นราคาไปก่อนหน้านี้ด้วยเหตุผลด้านต้นทุนฮาร์ดแวร์ รายงานยังชี้ว่ากำลังการผลิต RAM ถูกจองล่วงหน้าไปจนถึงปี 2027 จึงยังไม่มีสัญญาณว่าตลาดจะผ่อนคลายในเร็ววัน
โดยรวมแล้ว ข่าวนี้สะท้อนว่าแรงกดดันด้านต้นทุนในอุตสาหกรรมพีซียังมาจากหลายทางพร้อมกัน ทั้งชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทำให้ผู้ซื้อมีโอกาสต้องจ่ายแพงขึ้นต่อเนื่องในช่วงถัดไป แม้ผลของการขึ้นค่าลิขสิทธิ์ Windows 11 จะไม่รุนแรงเท่าราคา RAM แต่ก็เป็นอีกสัญญาณว่าตลาดพีซียังคงเผชิญภาวะต้นทุนสูงในวงกว้าง


