BasiGo สร้างโมเดลเช่ารถบัสไฟฟ้าเร่งเปลี่ยนขนส่งดีเซลในแอฟริกาตะวันออก
BasiGo เป็นสตาร์ตอัปจากไนโรบีที่ตั้งเป้าทดแทนรถบัสดีเซลจำนวนมหาศาลในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราด้วยรถบัสไฟฟ้า โดยชูโมเดลเช่าแบบจ่ายตามการใช้งานเพื่อทำให้การเข้าถึงรถ EV เป็นไปได้จริงสำหรับผู้ประกอบ…

BasiGo เป็นสตาร์ตอัปจากไนโรบีที่ตั้งเป้าทดแทนรถบัสดีเซลจำนวนมหาศาลในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราด้วยรถบัสไฟฟ้า โดยชูโมเดลเช่าแบบจ่ายตามการใช้งานเพื่อทำให้การเข้าถึงรถ EV เป็นไปได้จริงสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและสหกรณ์รถเมล์ในเคนยาและรวันดา แนวคิดของบริษัทเกิดขึ้นหลังสถานการณ์โควิดทำให้การเดินรถสาธารณะในเคนยาหยุดชั่วคราว และอากาศในไนโรบีโปร่งใสจนมองเห็นภูเขาไกลอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ก่อตั้งเห็นภาพผลลัพธ์ของการลดมลพิษจากยานยนต์ดีเซล
ปัจจุบัน BasiGo มีรถบัสไฟฟ้ามากกว่า 100 คันให้บริการ และระบุว่าสามารถรับส่งผู้โดยสารได้แล้วราว 15 ล้านคน นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2021 จุดต่างสำคัญของบริษัทคือไม่ได้ขายรถเพียงอย่างเดียว แต่ให้บริการครบวงจร ทั้งการเช่ารถ การบำรุงรักษา ประกันภัย และเครือข่ายชาร์จไฟ สิ่งนี้ช่วยลดอุปสรรคด้านเงินลงทุนเริ่มต้นซึ่งมักเป็นปัญหาใหญ่ของรถบัสไฟฟ้าเมื่อเทียบกับรถเครื่องยนต์สันดาป
โมเดลของ BasiGo เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจ่ายเงินดาวน์ก้อนเล็กกว่าเดิม โดยบริษัทประเมินว่าต้องวางเงินเริ่มต้นน้อยกว่ารถดีเซลราว 40% จากนั้นจ่ายค่าเช่ารายวันตามการใช้งาน บริษัทเชื่อว่ารูปแบบนี้ช่วยให้ผู้เช่ามีผลตอบแทนตลอดอายุการใช้งานของรถสูงกว่ารถดีเซลหลายเท่า และยังช่วยให้การขยายรถไฟฟ้าในตลาดที่ทุนจำกัดเป็นไปได้มากขึ้น
ในมิติสิ่งแวดล้อม BasiGo คาดว่าการเปลี่ยนรถบัสดีเซล 1 คันเป็นรถบัสไฟฟ้าในเคนยาจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 50 ตันต่อปี หากขยายไปสู่รถโดยสารจำนวนมากในไนโรบีซึ่งมีรถบัสราว 20,000 คัน ผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและการลดมลพิษอาจชัดเจนมาก นอกจากนี้ เคนยามีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูง ทำให้การเดินรถ EV ช่วยให้เงินหมุนเวียนในประเทศมากกว่าการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง และยังอาจช่วยลดปัญหาสุขภาพจากฝุ่นละออง เช่น โรคหืดในเด็ก
อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจยังมีข้อจำกัดหลายด้าน BasiGo ต้องนำเข้าชิ้นส่วนจำนวนมากจากผู้ผลิตจีน เช่น King Long และ BYD ก่อนนำมาในประกอบในเคนยา ทำให้ต้องลงทุนฝึกอบรมบุคลากรด้านการประกอบ ซ่อมบำรุง และซ่อมแบตเตอรี่ในทุกตลาดที่จะเข้าไป นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานชาร์จไฟกำลังสูงต้องใช้เงินลงทุนมาก และการหาที่ดินสำหรับสร้างสถานีชาร์จซึ่งต้องอยู่ตามแนวเดินรถและใกล้สายส่งไฟฟ้าก็เป็นเรื่องซับซ้อนและมีต้นทุนสูง
ในระยะต่อไป บริษัทบอกว่ามีรถอยู่บนถนนแล้วมากกว่า 150 คัน และมีรายชื่อรอเช่าถึง 1,200 ราย ขณะที่บริษัทยังขยายจากรถโดยสารในเมืองไปสู่รถโค้ชระหว่างเมืองแล้ว เป้าหมายถัดไปคือกลุ่มรถบรรทุกซึ่งเป็นอีกแหล่งปล่อยมลพิษขนาดใหญ่ แม้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด แต่ทิศทางของ BasiGo สะท้อนว่าธุรกิจรถไฟฟ้าในแอฟริกาไม่ได้เติบโตแค่จากเทคโนโลยีของตัวรถ ทว่าต้องอาศัยโมเดลการเงิน บริการหลังการขาย และโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบมาให้เข้ากับตลาดท้องถิ่นด้วย

