ชิปเมเจอร์เตรียมใช้เครื่อง EUV รุ่นใหม่ของ ASML ตั้งแต่ปี 2028
ASML ผู้ผลิตเครื่องลิโทกราฟีรายใหญ่ของโลก ระบุว่าลูกค้าชิปรายใหญ่เริ่มวางแผนใช้เครื่อง High NA EUV รุ่นใหม่ในงานผลิตระดับปริมาณมากแล้ว โดย Samsung ตั้งเป้าเริ่มใช้งานในปี 2028 ขณะที่ TSMC คาดว่าจะตาม…

ASML ผู้ผลิตเครื่องลิโทกราฟีรายใหญ่ของโลก ระบุว่าลูกค้าชิปรายใหญ่เริ่มวางแผนใช้เครื่อง High NA EUV รุ่นใหม่ในงานผลิตระดับปริมาณมากแล้ว โดย Samsung ตั้งเป้าเริ่มใช้งานในปี 2028 ขณะที่ TSMC คาดว่าจะตามมาในปี 2030 เทคโนโลยีนี้เป็นรุ่นล้ำหน้าสุดของการผลิตชิปยุคปัจจุบัน และถูกใช้งานในเชิงจริงแล้วโดย Intel และ SK hynix ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผ่านมา
จุดเด่นของ High NA EUV คือช่วยให้การผลิตชิปมีขั้นตอนน้อยลง ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น เพิ่มอัตราผลผลิต และสร้างลวดลายวงจรที่มีความหนาแน่นสูงขึ้นบนเวเฟอร์ เทคโนโลยีนี้จึงถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญสำหรับการทำชิปที่เล็กลง แรงขึ้น และประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มการแข่งขันในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ระดับไฮเอนด์
รายงานยังระบุว่า ASML กำลังผลักดันอุตสาหกรรมให้เปลี่ยนจาก photomask ขนาด 6 นิ้วไปสู่ 12 นิ้ว โดยจะทำงานร่วมกับหลายบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึง Samsung, TSMC, Nvidia และ Apple แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้แสง EUV ครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้นต่อการยิงแต่ละครั้ง ลดจำนวนครั้งที่ต้องฉายลายลงบนเวเฟอร์ จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว
ซีอีโอ ASML Christophe Fouquet ระบุว่าการใช้งาน High NA EUV จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามแผนการย่อขนาดชิป โดยช่วงแรกยังใช้มาสก์ 6 นิ้วก่อน ก่อนจะขยับไปสู่มาสก์ 12 นิ้ว ซึ่งจะช่วยให้เครื่องสแกนทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นและรองรับความต้องการชิปที่เล็กกว่า เร็วกว่า และประหยัดพลังงานกว่าเดิม
ASML ยังวางเป้าหมายสร้างสายการผลิตต้นแบบสำหรับมาสก์ 12 นิ้วภายในปี 2031 และตั้งใจให้ระบบ High-NA lithography สำหรับการผลิตชิประดับ advanced node เริ่มใช้งานจริงได้ราวปี 2033 นั่นหมายความว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมชิปน่าจะเร่งนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น แม้ปัจจุบันผู้ผลิตหลายรายยังพึ่งพา EUV รุ่นเก่าและ DUV อยู่เป็นหลัก
ภาพรวมของความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่าผู้ผลิตชิปยังมั่นใจในอุปสงค์ระยะยาวของตลาด โดยเฉพาะแรงหนุนจากกระแส AI ที่ทำให้ความต้องการหน่วยความจำและโปรเซสเซอร์ยังสูงต่อเนื่อง แม้ตลาดชิปสำหรับผู้ใช้ทั่วไปจะไม่ได้เติบโตแรงเท่ากับฝั่งดาต้าเซ็นเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ก็ตาม


