Brimstone เดินหน้าปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำพร้อมลุยแร่สำคัญในโรงงานเดียว
Brimstone สตาร์ตอัปสัญชาติสหรัฐฯ กำลังพยายามแก้ปัญหาอุตสาหกรรมหนักสองเรื่องพร้อมกัน คือการลดการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตปูนซีเมนต์ และการเพิ่มกำลังผลิตแร่/วัสดุสำคัญที่สหรัฐฯ ต้องการใช้ในอุตสาหกรรม…

Brimstone สตาร์ตอัปสัญชาติสหรัฐฯ กำลังพยายามแก้ปัญหาอุตสาหกรรมหนักสองเรื่องพร้อมกัน คือการลดการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตปูนซีเมนต์ และการเพิ่มกำลังผลิตแร่/วัสดุสำคัญที่สหรัฐฯ ต้องการใช้ในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ต่าง ๆ แนวคิดหลักของบริษัทคือใช้หินซิลิเกตแทนหินปูนแบบดั้งเดิม ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการทำปูนซีเมนต์ได้ราว 60% และยังเปิดทางให้สกัดวัสดุอื่นจากหินชนิดเดียวกันได้อีกด้วย
ในช่วงรัฐบาลไบเดน Brimstone เน้นขายจุดแข็งด้านสิ่งแวดล้อมของปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ แต่เมื่อบรรยากาศการเมืองสหรัฐฯ เปลี่ยนไป บริษัทก็ปรับจุดขายให้สอดคล้องกับแนวทางชาตินิยมทางเศรษฐกิจและการลดการพึ่งพาจีน โดยชูว่าโรงงานแบบเดียวกันสามารถผลิตอลูมินาสำหรับอุตสาหกรรมอลูมิเนียม รวมถึงแมกนีเซียม ไทเทเนียม เหล็ก และแร่สำคัญอื่น ๆ ได้จากแหล่งวัตถุดิบเดียวกัน ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นตลาดมูลค่ารวมหลายล้านล้านดอลลาร์ และมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ
จุดขายของ Brimstone คือแนวคิด “โรงกลั่นอุตสาหกรรมแบบครบวงจร” ที่ลดทั้งพลังงาน ต้นทุน และของเสีย เพราะไม่ต้องแยกขุดและแปรรูปวัตถุดิบหลายรอบเพื่อให้ได้วัสดุต่างชนิดกัน บริษัทอ้างว่าหากทำได้จริงจะช่วยยกระดับห่วงโซ่อุปทานภายในสหรัฐฯ และสนับสนุนการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง อะลูมิเนียม เหล็ก และวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์อื่น ๆ ในประเทศ
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของบริษัทไม่ได้ราบรื่น Brimstone ยังไม่เคยผลิตในระดับเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ และยังต้องเผชิญทั้งความท้าทายทางเทคนิคและการเงิน ข้อสงสัยสำคัญคือบริษัทจะสามารถดึงแร่และวัสดุได้ในปริมาณคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจากหินชนิดเดียวจริงหรือไม่ รวมถึงจะเอาชนะต้นทุนแรงงานและความยากของการทำเหมืองและการกลั่นในสหรัฐฯ ได้เพียงใด
อีกอุปสรรคใหญ่คือเงินสนับสนุนจากภาครัฐ โดยแผนสร้างโรงงานสาธิตเชิงพาณิชย์ที่เมืองรีโน รัฐเนวาดา เคยได้รับเงินสนับสนุน 189 ล้านดอลลาร์ แต่ถูกยกเลิกในยุครัฐบาลทรัมป์ กระนั้น ซีอีโอ Cody Finke ระบุว่ายังมีการพูดคุยกับรัฐบาลเกี่ยวกับการฟื้นเงินทุนก้อนนี้ และบริษัทเชื่อว่ายังสามารถเดินหน้าพัฒนาโครงการต่อได้แม้ไม่มีเงินอุดหนุนดังกล่าว
ตามแผนล่าสุด โรงงานที่รีโนคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องในปี 2028 แต่ระยะแรกจะยังผลิตได้เพียงปูนซีเมนต์ วัสดุเสริม และอลูมินาเท่านั้น ส่วนการผลิตเหล็ก ไทเทเนียม และแร่สำคัญอื่น ๆ ยังต้องรอการสร้างโรงงานขนาดเต็มรูปแบบอีกแห่ง ซึ่งอาจทำให้เป้าหมายเชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเลื่อนไปสู่ทศวรรษหน้า
แม้ยังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก Brimstone ก็เริ่มปิดดีลเชิงพาณิชย์ได้แล้ว โดยมีข้อตกลงจัดส่งปูนซีเมนต์ให้ Amazon และส่งอลูมินาให้ Century Aluminum บทสรุปของเรื่องนี้คือ ต่อให้บริษัทจะไปไม่ถึง “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” ตามที่อ้าง ก็ยังมีศักยภาพลดการปล่อยคาร์บอนจากปูนซีเมนต์ได้จริง และถ้าทำให้การผลิตแร่สำคัญมีพลังงานต่ำลง สะอาดขึ้น และต้นทุนลดลงได้ ก็จะเป็นผลบวกทั้งต่ออุตสาหกรรมและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ

