ชี้ทางสู่เอไออุตสาหกรรมอัตโนมัติที่ปลอดภัยกว่า
บทความจาก MIT Technology Review ชี้ว่าเอไอในภาคอุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ จากเดิมที่ใช้เพียงงานวิเคราะห์เชิงคาดการณ์หรือระบบเฉพาะทาง ไปสู่การผนวก foundation models, physical AI และ agentic AI…
บทความจาก MIT Technology Review ชี้ว่าเอไอในภาคอุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ จากเดิมที่ใช้เพียงงานวิเคราะห์เชิงคาดการณ์หรือระบบเฉพาะทาง ไปสู่การผนวก foundation models, physical AI และ agentic AI ที่ทำให้ระบบอัตโนมัติรับผิดชอบงานซับซ้อนได้มากขึ้น ทั้งในโรงงาน โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และงานภาคสนามที่มีความเสี่ยงสูง
อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้านี้มาพร้อมโจทย์สำคัญเรื่องความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ เพราะเอไออุตสาหกรรมไม่ได้อยู่แค่ในโลกดิจิทัล แต่สามารถโต้ตอบกับเครื่องจักรและระบบจริงได้โดยตรง หากระบบตัดสินใจผิดพลาดอาจกระทบต่อคนทำงาน ความต่อเนื่องของการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ จึงทำให้การกำกับดูแลและความรับผิดชอบกลายเป็นหัวใจของการนำไปใช้ในยุคถัดไป
เนื้อหายกมุมมองของ Arti Garg ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ AVEVA ว่า อุตสาหกรรมกำลังเห็นการยอมรับเอไอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะโมเดลใหม่ ๆ ช่วยให้ผู้ใช้งานทั่วไปเข้าถึงความสามารถขั้นสูงได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการเติบโตของ physical AI สำหรับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ รวมถึง agentic AI ที่ช่วยทำงานระดับซอฟต์แวร์ได้มากขึ้น จนความเป็นไปได้ที่เคยดูไกลตัวเริ่มเกิดขึ้นจริงมากขึ้นในสนามอุตสาหกรรม
แกนสำคัญอีกเรื่องคือ “ข้อมูล” โดยระบบอุตสาหกรรมมักกระจายข้อมูลไว้หลายแหล่ง ตั้งแต่ข้อมูลเทเลเมทรี บันทึกการซ่อมบำรุง เอกสารวิศวกรรม ไปจนถึงคู่มือการใช้งาน การเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานตรวจจับปัญหาและหาสาเหตุได้ทันเวลา รวมถึงเปิดทางให้หุ่นยนต์และเอไอเข้าไปเก็บข้อมูลในพื้นที่อันตรายแทนคน ลดความเสี่ยงในการทำงานภาคสนาม
แม้จะมีศักยภาพสูง แต่การใช้งานจำเป็นต้องมีกรอบธรรมาภิบาลที่ชัดเจน AVEVA วางหลัก responsible AI ไว้บนแนวคิดเรื่องความมั่นคงปลอดภัย ประสิทธิภาพ ความปลอดภัยของมนุษย์ และการกำกับดูแลโดยคน Garg เน้นว่าเอไอควรทำหน้าที่เสริมการตัดสินใจของมนุษย์ ไม่ใช่แทนที่มนุษย์ในจุดตัดสินใจสำคัญ โดยต้องกำหนดขอบเขตให้ระบบอัตโนมัติทำได้แค่ไหน และจุดใดที่ยังต้องมีผู้ควบคุมรับผิดชอบอยู่
อีกประเด็นที่เชื่อมโยงมาถึงอนาคตคือความยั่งยืน เอไอสามารถช่วยจัดการระบบพลังงานที่ซับซ้อนในวันที่สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันองค์กรก็ต้องรู้จักประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของเอไอเองด้วย Garg ระบุว่ากำลังมีส่วนร่วมในกลุ่มทำงานของ IEEE เพื่อพัฒนาวิธีมาตรฐานในการวัดผลกระทบดังกล่าว ครอบคลุมการใช้ไฟฟ้า พลังงาน ทรัพยากร น้ำ และคาร์บอน
โดยสรุป บทความมองว่าอนาคตของเอไออุตสาหกรรมจะขยับเข้าใกล้โลกกายภาพมากขึ้น ผ่านหุ่นยนต์ โดรน และการช่วยเขียนโค้ดที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสร้างแอปพลิเคชันใหม่ได้ แต่การทำให้ภาพนั้นเกิดขึ้นจริงต้องอาศัยทั้งการออกแบบกระบวนการธุรกิจใหม่ การวางมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม และการเปิดโอกาสให้แรงงานที่มีประสบการณ์ใช้ทักษะของตนได้เต็มที่ เพื่อให้ระบบอัตโนมัติไม่ได้แค่ฉลาดขึ้น แต่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนขึ้นด้วย

