งานวิจัยเตือน มัมมี่อาจพาเชื้อราและสารพิษอันตรายติดมาด้วย
บทความนี้กล่าวถึงงานวิชาการที่เตือนว่าการสะสมหรือซื้อขายซากมัมมี่มนุษย์และสัตว์ไม่ได้มีความเสี่ยงแค่ในแง่กฎหมายหรือจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบสุขภาพโดยตรงด้วย เพราะกระบวนการทำมัมมี่ในหลายยุคสมัย…

บทความนี้กล่าวถึงงานวิชาการที่เตือนว่าการสะสมหรือซื้อขายซากมัมมี่มนุษย์และสัตว์ไม่ได้มีความเสี่ยงแค่ในแง่กฎหมายหรือจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบสุขภาพโดยตรงด้วย เพราะกระบวนการทำมัมมี่ในหลายยุคสมัยเคยใช้สารเคมีและโลหะหนักที่เป็นพิษ เช่น สารหนู ปรอท และตะกั่ว เพื่อช่วยถนอมร่างกายไว้ให้นานที่สุด
ผู้เขียนงานวิจัยชี้ว่าเมื่อซากเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไม่เหมาะสม หรือถูกเคลื่อนย้ายและจัดแสดงโดยขาดมาตรฐาน ก็อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของจุลชีพได้ ทั้งแบคทีเรีย รา และยีสต์ที่อาจยังหลงเหลืออยู่ในเนื้อเยื่อมาหลายศตวรรษ เมื่อมีสภาพแวดล้อมเหมาะสม จุลินทรีย์เหล่านี้สามารถกลับมาขยายตัวและแพร่กระจายได้อีกครั้ง
ประเด็นนี้ถูกโยงกับภาพจำของ “คำสาปมัมมี่” ที่เล่าขานกันมานาน โดยเฉพาะกรณีการขุดค้นสุสานตุตันคามุน ซึ่งบางทฤษฎีอธิบายว่าความเจ็บป่วยหรือการเสียชีวิตของผู้เกี่ยวข้องอาจสัมพันธ์กับสปอร์เชื้อราหรือสารพิษจากซากโบราณ ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ
บทความยังยกตัวอย่างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายกรณี เช่น รายงานปี 1962 ที่พบสปอร์เชื้อรามีพิษในซากมัมมี่ซึ่งสามารถก่ออาการอักเสบในระบบทางเดินหายใจและไข้ได้ หากสูดดมเข้าไป รวมถึงการศึกษาที่พบว่ามัมมี่จำนวนมากในคาตาคอมบ์คาปูชินที่ปาแลร์โมมีความเสี่ยงต่อการเติบโตของเชื้อราเมื่อสภาพแวดล้อมไม่เสถียร
อีกตัวอย่างหนึ่งคือการตรวจพบเชื้อราหลายชนิดในซากมนุษย์ โลงศพ ผนัง และอากาศภายในคริปต์ของโบสถ์แห่งหนึ่งในโปแลนด์ ซึ่งสะท้อนว่าพื้นที่เก็บรักษาศพโบราณสามารถกลายเป็นแหล่งปนเปื้อนทางชีวภาพได้จริง หากควบคุมความชื้น อุณหภูมิ และการระบายอากาศไม่ดีพอ
โดยสรุป งานชิ้นนี้เน้นว่า “มัมมี่” ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุหายากสำหรับนักสะสมหรือพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นสิ่งที่ต้องจัดการด้วยความระมัดระวังระดับสูง เพราะอาจมีทั้งพิษตกค้างจากกระบวนการถนอมศพและความเสี่ยงจากเชื้อราหรือจุลชีพที่ซ่อนอยู่ ซึ่งล้วนเป็นอันตรายต่อผู้สัมผัสหากไม่มีอุปกรณ์ป้องกันและมาตรการควบคุมที่เหมาะสม


