หลุดข้อมูลชี้ Call of Duty: World at War เคยเกือบเน้นการรบด้วยยานพาหนะมากกว่านี้
ข้อมูลจากการขุดไฟล์เกมและการตรวจสอบคอนเทนต์ที่ถูกตัดทอน เผยว่าโหมดมัลติเพลเยอร์ของ Call of Duty: World at War เคยมีแนวทางให้ความสำคัญกับการใช้รถถังและการรบด้วยยานพาหนะมากกว่าที่ผู้เล่นเห็นในตัวเกมจริง…

ข้อมูลจากการขุดไฟล์เกมและการตรวจสอบคอนเทนต์ที่ถูกตัดทอน เผยว่าโหมดมัลติเพลเยอร์ของ Call of Duty: World at War เคยมีแนวทางให้ความสำคัญกับการใช้รถถังและการรบด้วยยานพาหนะมากกว่าที่ผู้เล่นเห็นในตัวเกมจริงอย่างมาก โดยแนวคิดดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการมีรถถังประจำบางแผนที่เท่านั้น แต่รวมถึงระบบที่ผู้เล่นสามารถเรียกรถถังเข้ามาใช้ได้หลังทำคิลสตรีคครบ 7 ครั้งด้วย
รายละเอียดที่ค้นพบระบุว่ารถถังเหล่านี้จะถูกออกแบบให้ปรับแต่งได้หลายด้าน ทั้งการติดอาวุธพิเศษ แพ็กเกจความสามารถ และการควบคุมคุณสมบัติต่าง ๆ ของยานพาหนะ เช่น ความเร็ว รวมถึงอาจติดตั้งเครื่องพ่นไฟได้ด้วย นั่นหมายความว่า Treyarch เคยวางแผนให้รถถังมีบทบาทเชิงกลยุทธ์และมีความยืดหยุ่นมากกว่าการเป็นเพียงพาหนะประกอบฉากในบางด่าน
เพื่อรองรับระบบนี้ เกมยังน่าจะมีแผนที่จำนวนมากขึ้นที่ออกแบบมาโดยเฉพาะให้รองรับการสู้รบด้วยรถถัง อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ส่วนใหญ่ถูกตัดออกหรือถูกลดบทบาทลงอย่างมากก่อนเกมวางจำหน่าย ทำให้ในเวอร์ชันสุดท้ายของ World at War มีเพียงไม่กี่แผนที่ที่มีรถถังให้ใช้งาน และภาพรวมของมัลติเพลเยอร์ยังคงมุ่งไปที่การยิงแบบภาคพื้นดินมากกว่า
รายงานชี้ว่าไม่ชัดเจนว่าเหตุผลที่แท้จริงในการถอยจากไอเดียนี้คืออะไร แต่อาจเกี่ยวข้องกับความสมดุลของเกมหรือความสนุกในการเล่นที่ไม่เป็นไปตามที่ทีมพัฒนาคาดหวัง อีกด้านหนึ่ง World at War ก็ถูกมองว่าเป็นเกมที่พัฒนาอย่างค่อนข้างเร่งรีบ แม้จะมีรอบพัฒนาสองปี แต่ตัวเกมผ่านการปรับแก้และเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายรอบ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คอนเทนต์แนวนี้ไม่รอดถึงตัวจริง
การค้นพบนี้ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งของยุคที่ Call of Duty กำลังสร้างสูตรสำเร็จของซีรีส์ ทั้งด้านแคมเปญระดับบล็อกบัสเตอร์และมัลติเพลเยอร์แบบทีมที่รวดเร็ว ซึ่งต่อมาพัฒนาไปเป็นมาตรฐานของแฟรนไชส์ แม้แนวคิดรถถังจะไม่กลายเป็นแกนหลักของซีรีส์ในเวลานั้น แต่ก็สะท้อนว่าทีมพัฒนากำลังทดลองทิศทางต่าง ๆ ก่อนจะลงตัวกับรูปแบบเกมที่ผู้เล่นคุ้นเคยในปัจจุบัน
ท้ายที่สุด ข่าวนี้เป็นอีกตัวอย่างของสิ่งที่คนขุดข้อมูลพบในเกมเก่า ซึ่งช่วยเปิดเผยว่าหลายระบบที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ในเวอร์ชันที่วางขายจริง เคยถูกพิจารณาอย่างจริงจังมาก่อน และยังต่อยอดให้เห็นว่าการออกแบบเกมระดับมหาชนอย่าง Call of Duty อาจมีจุดหักเหสำคัญอยู่เบื้องหลังมากกว่าที่ผู้เล่นเคยรับรู้


