โรงงานเซี่ยงไฮ้ยังเป็นแหล่งทำเงินของ Tesla แต่อนาคตเริ่มไม่แน่นอน
รายงานจาก Ars Technica ชี้ว่าโรงงานของ Tesla ในเซี่ยงไฮ้ยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของบริษัท โดยในเดือนมิถุนายนโรงงานแห่งนี้ผลิตรถได้ถึง 93,579 คัน ซึ่งเป็นสถิติเดือนมิถุนายนที่ดีที่สุดเท่า…

รายงานจาก Ars Technica ชี้ว่าโรงงานของ Tesla ในเซี่ยงไฮ้ยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของบริษัท โดยในเดือนมิถุนายนโรงงานแห่งนี้ผลิตรถได้ถึง 93,579 คัน ซึ่งเป็นสถิติเดือนมิถุนายนที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเพิ่มขึ้นราว 38% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า Tesla ยังใช้จีนเป็นฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งจากต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่าโรงงานในสหรัฐฯ หรือเยอรมนี รวมถึงชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ท้องถิ่นที่ราคาถูกกว่า
อย่างไรก็ตาม การผลิตที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่ายอดขายในจีนจะสดใสตามไปด้วย ยอดขายให้ลูกค้าชาวจีนกลับลดลงต่อเนื่องรายไตรมาสมานานกว่าหนึ่งปี โดยเฉพาะความนิยมของ Model 3 ที่เริ่มแผ่วลง ส่งผลให้ Tesla ต้องพึ่งพาการส่งออกรถจากจีนมากขึ้นเพื่อระบายกำลังผลิตและรักษาการใช้โรงงานให้คุ้มค่า
ข้อมูลในไตรมาส 2 ยังแสดงให้เห็นว่ารถที่ผลิตในเซี่ยงไฮ้มากกว่าครึ่งเล็กน้อยถูกส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น ยุโรป แคนาดา และประเทศในเอเชียอื่น ๆ ขณะที่รถที่ขายในจีนมีจำนวน 126,157 คัน ใกล้เคียงกับรถส่งออก 128,394 คัน สัดส่วนนี้ตอกย้ำว่าโรงงานจีนไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศ แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับซัพพลายเชนและการส่งออกของ Tesla ทั่วโลก
อีกปัจจัยที่ทำให้โรงงานเซี่ยงไฮ้มีความสำคัญคือสิทธิประโยชน์ทางภาษีและมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ซึ่งช่วยเพิ่มความคุ้มค่าทางธุรกิจให้กับ Tesla ในช่วงที่อัตรากำไรของบริษัทถูกกดดันมากขึ้น
ถึงกระนั้น บทความตั้งคำถามว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Tesla กับจีนอาจไม่มั่นคงถาวร หลังมีรายงานจาก Wall Street Journal ว่าผู้บริหาร Tesla บางส่วนได้รับมอบหมายให้แยกส่วนงานหรือองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับจีนออกจากส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง แม้ Tesla จะออกมาปฏิเสธว่ามีแผนเช่นนั้นจริง แต่กระแสข่าวดังกล่าวสะท้อนความกังวลว่า บริษัทอาจกำลังประเมินทางเลือกเผื่ออนาคตที่ต้องลดการพึ่งพาจีน
โดยสรุป จีนยังเป็นทั้งแหล่งผลิตที่ทำกำไรและฐานส่งออกสำคัญของ Tesla ในปัจจุบัน แต่ยอดขายในประเทศที่อ่อนแรงและแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้บทบาทของโรงงานเซี่ยงไฮ้อาจต้องเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้นในระยะถัดไป


