ผู้พัฒนา Clair Obscur เสียดายโซนี่ยกเลิกแผ่นเกม มองว่าการซื้อเกมแบบจับต้องได้ยังมีคุณค่า
ผู้พัฒนาเกม Clair Obscur: Expedition 33 แสดงความเห็นต่อกระแสที่ Sony จะยุติการผลิตแผ่นเกม โดยมองว่าเป็นการตัดสินใจที่น่าเสียดาย แม้จะเข้าใจเหตุผลทางธุรกิจของการผลักผู้เล่นไปสู่รูปแบบดิจิทัลมากขึ้น…

ผู้พัฒนาเกม Clair Obscur: Expedition 33 แสดงความเห็นต่อกระแสที่ Sony จะยุติการผลิตแผ่นเกม โดยมองว่าเป็นการตัดสินใจที่น่าเสียดาย แม้จะเข้าใจเหตุผลทางธุรกิจของการผลักผู้เล่นไปสู่รูปแบบดิจิทัลมากขึ้นก็ตาม ประเด็นนี้สะท้อนความกังวลที่กว้างกว่าเรื่องความสะดวกสบาย เพราะเกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าของเกม ความรู้สึกผูกพันกับสื่อรูปแบบจับต้องได้ และอนาคตของการอนุรักษ์เกมในระยะยาว
Guillaume Broche ซีอีโอและครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Sandfall Interactive ระบุว่าทีมงานจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้เล่นบน PS5 ชื่นชอบการสะสมแผ่นเกม และมองว่าแผ่นเกมเป็นส่วนหนึ่งของความงามของงานศิลปะ เพราะผู้เล่นสามารถถือ จับ และเก็บไว้ได้จริง เขาเห็นว่าถึงแม้โมเดลดิจิทัลอาจเหมาะกับธุรกิจมากกว่า แต่ในเชิงวัฒนธรรมและความรู้สึกแล้ว การเลิกแผ่นเกมเป็นเรื่องน่าเสียดาย
Tom Guillermin ซีทีโอและผู้ร่วมก่อตั้งของสตูดิโอ เสริมว่าการออกเวอร์ชันแผ่นมีต้นทุนและข้อจำกัดมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเวลาในการผลิตหรือผลตอบแทนต่อหนึ่งชุดที่ต่ำลง แต่สำหรับทีมงาน การมีแผ่นวางจำหน่ายยังเป็นสิ่งพิเศษ เพราะทำให้ผลงานของพวกเขากลายเป็นสิ่งที่ผู้เล่นสามารถถือไว้ในมือได้จริง และรู้สึกว่าตัวเกมมีตัวตนในโลกภายนอก
สมาชิกทีมคนอื่น ๆ ก็สะท้อนความรู้สึกคล้ายกัน Alan Reynaud ผู้ดูแลตัวละครและคอนเซ็ปต์อาร์ตเล่าว่าเมื่อเห็นเกมของตนอยู่ในร้านค้า เขารู้สึกดีใจราวกับความฝันกลายเป็นจริง และยอมรับว่าการที่ภาพแบบนี้อาจลดลงหรือหายไปทำให้เขาเศร้าไม่น้อย ส่วน Alexandre Breton ศิลปินด้านเทคนิคมองว่า เสน่ห์ของแผ่นเกมคือการเป็นของสะสมที่เมื่อเวลาผ่านไปจะพาผู้เล่นย้อนนึกถึงประสบการณ์และความทรงจำที่ผูกกับเกมนั้นได้
บทความยังเชื่อมโยงประเด็นนี้กับความกังวลเรื่องการเก็บรักษาเกมในยุคที่ผู้ผลิตและแพลตฟอร์มมีอำนาจควบคุมมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกมจำนวนมากต้องพึ่งพาออนไลน์ตลอดเวลา หรือไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่ผู้เล่นเก็บไว้เองได้อย่างแท้จริง การหายไปของสื่อทางกายภาพจึงถูกมองว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจในการครอบครองสื่อน้อยลง และต้องพึ่งพานโยบายของผู้ให้บริการมากขึ้น
โดยสรุป ความเห็นของทีม Clair Obscur ไม่ได้เป็นเพียงการโหยหาความคลาสสิกของแผ่นเกม แต่สะท้อนคำถามใหญ่กว่าเรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของ ความมั่นคงของไลบรารีเกมในอนาคต และบทบาทของสื่อจับต้องได้ในฐานะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเกมที่ยังมีคุณค่า ทั้งในเชิงอารมณ์ ศิลปะ และการเก็บรักษา


