กลุ่มผู้สนับสนุนแผ่นเกมเรียกร้องบอยคอต PlayStation 1 สัปดาห์ ต้านแผนเลิกผลิตดิสก์ของ Sony
กลุ่มผู้สนับสนุนสื่อเกมแบบกายภาพออกมาเรียกร้องให้ผู้เล่น PlayStation ร่วมกันบอยคอตแพลตฟอร์มของ Sony เป็นเวลา 1 สัปดาห์ในเดือนสิงหาคม เพื่อส่งสัญญาณคัดค้านแผนของบริษัทที่จะยุติการผลิตแผ่นเกมสำหรับเกม…

กลุ่มผู้สนับสนุนสื่อเกมแบบกายภาพออกมาเรียกร้องให้ผู้เล่น PlayStation ร่วมกันบอยคอตแพลตฟอร์มของ Sony เป็นเวลา 1 สัปดาห์ในเดือนสิงหาคม เพื่อส่งสัญญาณคัดค้านแผนของบริษัทที่จะยุติการผลิตแผ่นเกมสำหรับเกมใหม่ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมาจากบัญชี Does it play? ที่วิจารณ์ Sony อย่างต่อเนื่อง และโพสต์เรียกร้องนี้ถูกมองบนโซเชียลมีเดียเกือบ 1 ล้านครั้งแล้ว
Sony ให้เหตุผลว่าการตัดสินใจดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปใช้ดิจิทัลมากขึ้น โดยระบุว่าเกมใหม่บน PlayStation จะออกทั้งบน PlayStation Store และร้านค้ารูปแบบดิจิทัลเท่านั้นหลังเดือนมกราคม 2028 และจะไม่กระทบเกมที่วางขายเป็นแผ่นก่อนหน้านั้น บริษัทมองว่านี่เป็นทิศทางธรรมชาติที่ช่วยให้สอดคล้องกับวิธีที่ผู้เล่นส่วนใหญ่เข้าถึงเกมในปัจจุบัน
ข้อมูลจากนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมก็สะท้อนแนวโน้มเดียวกัน โดยชี้ว่ายอดขายเกม PlayStation แบบแผ่นในสหรัฐฯ ลดลงมาก เมื่อเทียบกับฝั่งดิจิทัลที่เติบโตจนคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 80% ของยอดซื้อเกมเต็มบนคอนโซล Sony ในปี 2025 นักวิเคราะห์บางรายมองว่าการเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลยังช่วยให้ Sony ทำกำไรต่อเกมได้มากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องแบ่งรายได้กับร้านค้าปลีกและต้นทุนการผลิตแผ่น
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของ Sony ทำให้เกิดแรงต้านจากผู้เล่นและกลุ่มที่กังวลเรื่องการครอบครองเกม ความสามารถในการเก็บสะสม การแบ่งปัน และการอนุรักษ์เกมในระยะยาว หลายคนเรียกร้องให้บริษัททบทวนท่าที ขณะเดียวกันองค์กรในสหราชอาณาจักรอย่าง ERA ก็ออกมาเตือนว่าการเลิกแผ่นเกมเป็นการเลือกความสะดวกของบริษัทเหนือทางเลือกของผู้บริโภค และชี้ว่ายังมีผู้เล่นอายุต่ำกว่า 25 ปีจำนวนไม่น้อยที่ยังใช้แผ่นเกมอยู่
แม้จะมีการลงชื่อในคำร้องออนไลน์และกระแสวิจารณ์บนโซเชียล แต่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่า Sony จะเปลี่ยนใจง่าย ๆ โดยมองว่าตลาดได้เคลื่อนไปทางดิจิทัลมากพอแล้ว และการคว่ำบาตรอาจกระทบธุรกิจเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับฐานผู้ใช้ PlayStation และสมาชิก PlayStation Plus ที่มีอยู่จำนวนมาก บทสรุปของสถานการณ์นี้จึงสะท้อนความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจของแพลตฟอร์ม กับความต้องการของกลุ่มผู้เล่นที่ยังให้คุณค่ากับสื่อแบบจับต้องได้


