เดวิด คอเรนสเวตเล่าบทใน Mr. Irrelevant ที่มีอารมณ์แบบซูเปอร์แมน
เดวิด คอเรนสเวต นักแสดงที่กำลังรับบทซูเปอร์แมนในปี 2025 ให้สัมภาษณ์กับ IGN เกี่ยวกับผลงานเรื่องใหม่ Mr. Irrelevant ซึ่งเขามองว่าตัวละครหลักอย่าง John Tuggle มีบุคลิกคล้าย “คนแบบซูเปอร์แมน” ในแง่ของ…

เดวิด คอเรนสเวต นักแสดงที่กำลังรับบทซูเปอร์แมนในปี 2025 ให้สัมภาษณ์กับ IGN เกี่ยวกับผลงานเรื่องใหม่ Mr. Irrelevant ซึ่งเขามองว่าตัวละครหลักอย่าง John Tuggle มีบุคลิกคล้าย “คนแบบซูเปอร์แมน” ในแง่ของความหวัง ความมั่นใจ และแรงบันดาลใจที่ส่งต่อให้คนรอบตัว เขาอธิบายว่าเขาชอบหนังที่ดูแล้วทำให้คนรู้สึกดี อยากกลับบ้านไปโทรหาคุณแม่ และอยากปฏิบัติต่อกันอย่างอ่อนโยนขึ้นหลังออกจากโรงภาพยนตร์
Mr. Irrelevant ดัดแปลงจากเรื่องจริงของ John Tuggle ผู้ถูกเลือกเป็นคนสุดท้ายในรอบสุดท้ายของดราฟต์ NFL ปี 1983 โดยคอเรนสเวตรับบท Tuggle ร่วมกับ ไมเคิล แชนนอน ในบทโค้ชระดับตำนาน Bill Parcells และ อิซาเบล เมย์ ในบท Katie คนรักของเขา ภาพยนตร์จะพาไปติดตามทั้งเส้นทางพยายามเข้าสู่วงการอเมริกันฟุตบอล และความเจ็บป่วยจากมะเร็งที่คร่าชีวิต Tuggle ในปี 1986 ซึ่งเป็นส่วนที่คอเรนสเวตยอมรับว่าหนักและเป็นเรื่องส่วนตัวสำหรับเขามากเป็นพิเศษ เพราะพ่อของเขาเองก็เสียชีวิตจากมะเร็งเช่นกัน
คอเรนสเวตเล่าว่า การถ่ายทำฉากฟุตบอลทำได้ง่ายกว่าฉากดราม่าด้านสุขภาพ เพราะทีมงานมีสแตนด์อินและตัวสำรองช่วยรับบทแท็คเกิลหนัก ๆ แต่ฉากป่วยและอาการไอจำเป็นต้องใช้พลังงานทางการแสดงสูงมาก แม้จะเหนื่อย แต่เขาบอกว่ารู้สึกอยากไปทำงานทุกวัน เพราะหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยความทุ่มเทของทีมงาน และเป็นโปรเจกต์ที่เขาภูมิใจมาก
ด้านอิซาเบล เมย์บอกว่าการเล่น Katie เป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายจากบทบาทอื่น ๆ ของเธอที่หลากหลายกว่า ขณะเดียวกันก็เล่าอย่างขำ ๆ ว่าฉากห้องอาบน้ำเป็นฉากที่ถ่ายทำยากที่สุดในเชิงจังหวะและความพอดี เพราะทีมต้องหาทางให้มันดูโรแมนติกโดยไม่ชวนอึดอัด สุดท้ายเธอเป็นคนเสนอทางออกง่าย ๆ ว่าให้ตัวละครไม่ต้องเปิดม่านอาบน้ำ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดได้
ทั้งคอเรนสเวตและเมย์ย้ำว่า แม้จะไม่ได้พูดคุยกับครอบครัวของ John Tuggle โดยตรง แต่คนใกล้ชิดรวมถึง Katie และญาติของเขาได้ชมภาพยนตร์แล้ว และบอกว่าหนังถ่ายทอดตัวตนของจอห์นได้ใกล้เคียงมากจนรู้สึกเหมือนได้เห็นเขากลับมาอีกครั้ง คอเรนสเวตจึงมองว่าความถูกต้องของ “จิตวิญญาณ” สำคัญกว่าความดังหรือสถิติ เพราะเรื่องของ Tuggle ไม่ได้มีคุณค่าแค่ในสนาม แต่ยังอยู่ที่ผลกระทบเชิงบวกที่เขามีต่อผู้คนรอบตัว
เขายังชี้ว่า Mr. Irrelevant อาจถูกมองเป็นหนังแนว “ผู้ถูกเลือกท้ายสุดแล้วกลายเป็นฮีโร่” แบบเดียวกับเรื่องราวกีฬาอเมริกันที่คนคุ้นเคย แต่แก่นแท้ของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะในสมุดสถิติ หากอยู่ที่การสร้างแรงบันดาลใจ ความหวัง และการผลักดันให้คนลุกขึ้นสู้ต่อไป ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายในโรงวันที่ 25 ธันวาคม


