นักพัฒนาทำ Hashcat เวอร์ชัน Game Boy Advance ช้าเกือบ 3 หมื่นล้านเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเครื่องสมัยใหม่
วิศวกรด้านความปลอดภัยรายหนึ่งสร้างโปรเจกต์ทดลองที่นำแนวคิดของ Hashcat เครื่องมือกู้คืนรหัสผ่านชื่อดังมาทำงานบน Game Boy Advance เครื่องเกมพกพาอายุร่วม 20 กว่าปี โดยผู้พัฒนาเองยอมรับว่าเป็นการ “พอร์ต”…

วิศวกรด้านความปลอดภัยรายหนึ่งสร้างโปรเจกต์ทดลองที่นำแนวคิดของ Hashcat เครื่องมือกู้คืนรหัสผ่านชื่อดังมาทำงานบน Game Boy Advance เครื่องเกมพกพาอายุร่วม 20 กว่าปี โดยผู้พัฒนาเองยอมรับว่าเป็นการ “พอร์ต” แบบไม่สมบูรณ์และไม่ได้รองรับความสามารถทั้งหมดเหมือน Hashcat เวอร์ชันจริง แต่เป็นตัวอย่างเชิงขำขันว่าฮาร์ดแวร์เก่ายุคต้นทศวรรษ 2000 ยังพอถูกดัดแปลงให้ทำงานด้านความปลอดภัยได้บ้าง
โปรเจกต์นี้ใช้ชื่อว่า GBA-Hashcat และถูกสร้างด้วยเอนจิน Butano ที่เปิดให้พัฒนาโปรแกรมบน GBA ด้วย C++ แนวทางการทำงานค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับ Hashcat ต้นฉบับ เพราะรองรับเพียงการทดสอบด้วย word list แบบตายตัว และอัลกอริทึมแฮช SHA-256 เพียงแบบเดียว วิธีการคือคำนวณ SHA-256 ของแต่ละบรรทัดในรายการคำ แล้วนำไปเทียบกับค่าแฮชเป้าหมายที่ฝังไว้ในโปรแกรม หากพบค่าตรงกันก็ถือว่าถอดรหัสผ่านได้
แม้จะเป็นผลงานเชิงเล่นสนุก แต่ตัวเลขประสิทธิภาพที่ผู้พัฒนาเผยก็ชวนให้เห็นข้อจำกัดของเครื่องอย่างชัดเจน ชิป ARM7TDMI ความเร็ว 16.78 MHz ของ GBA ทำได้เพียงราว 727 SHA-256 hashes ต่อวินาที ซึ่งช้ากว่าเครื่องเจาะรหัสผ่านสมัยใหม่หลายสิบล้านเท่า และงานที่ต้องใช้เวลาราว 350 วันบนเครื่องนี้อาจเสร็จได้ในประมาณ 1 วินาทีเมื่อใช้ชุด GPU เร่งความเร็วรุ่นปัจจุบัน
ผู้พัฒนาอธิบายโปรเจกต์ด้วยน้ำเสียงติดตลก ทั้งเรียกมันว่า “สุดยอดการแคร็กรหัสผ่านตลอดกาล” และในเวลาเดียวกันก็ยกให้เป็น “แอปที่โง่ที่สุดของเขา” ข้อความเหล่านี้สะท้อนว่าจุดประสงค์หลักไม่ใช่การใช้งานจริงจัง แต่เป็นการโชว์ให้เห็นทั้งความเป็นไปได้ของการพัฒนาซอฟต์แวร์บนฮาร์ดแวร์เก่า และความขำขันจากการยัดงานที่ไม่เหมาะสมลงในเครื่องเกมพกพา
หลังจากนั้นเขายังเล่นมุกต่อว่า ถ้าจะเพิ่มความเร็ว ควรพอร์ตไปใช้ “ภาษาโปรดของทุกคน” อย่าง LUA เวอร์ชันย่อยที่ใช้ในแอดออนของ World of Warcraft เพื่อจะได้แคร็กแฮชในเกมได้ด้วย เรื่องนี้สอดคล้องกับกระแสงานโมดิฟายและดัดแปลงเครื่องเกมย้อนยุคที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลัง ไม่ว่าจะเป็นการย่อ Game Boy Color ให้กลายเป็นสมาร์ตวอตช์ หรือการทำอีมูเลเตอร์ Game Boy แบบจอ E-Ink ที่ยังเล่นได้จริง
โดยรวม ข่าวนี้ไม่ได้ชี้ถึงการใช้งานด้านความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ แต่สะท้อนวัฒนธรรมการทดลองของนักพัฒนาและสายฮาร์ดแวร์ที่ชอบผลักขอบเขตอุปกรณ์เก่า ๆ ให้ทำสิ่งแปลกใหม่ แม้ผลลัพธ์จะช้าเกินกว่าจะนำไปใช้งานจริงก็ตาม


