รีวิว Digger: ทอม ครูซแบกหนังเสียดสีโลกร้อนที่ทะเยอทะยานแต่ไปไม่สุด
Digger คือหนังเสียดสีการเมืองและวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เริ่มจากอุบัติเหตุการขุดเจาะน้ำมันของมหาเศรษฐีจนทำให้แผ่นน้ำแข็งขนาดมหึมาหลุดและมุ่งหน้าเข้าสู่ยุโรป จนกลายเป็นภัยพิบัติระดับโลก หนังพยายามจับประเด็น…

Digger คือหนังเสียดสีการเมืองและวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เริ่มจากอุบัติเหตุการขุดเจาะน้ำมันของมหาเศรษฐีจนทำให้แผ่นน้ำแข็งขนาดมหึมาหลุดและมุ่งหน้าเข้าสู่ยุโรป จนกลายเป็นภัยพิบัติระดับโลก หนังพยายามจับประเด็นทั้งความโลภของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล การบิดเบือนข้อมูลเพื่อ “คุมเรื่องเล่า” และความไร้ประสิทธิภาพของผู้นำทางการเมืองที่ตอบสนองต่อหายนะด้วยความโง่เขลาและผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าการแก้ปัญหาจริง
บทวิจารณ์มองว่าแม้แนวคิดหลักของหนังจะชัดและมีมุกตลกหลายจุด แต่การเสียดสีของเรื่องไม่ค่อยพาไปสู่ข้อสรุปใหม่ ๆ มากนัก เพราะส่วนใหญ่เดินตามคาดหมายของคนดูเกี่ยวกับหนังแนวหายนะ-การเมืองอยู่แล้ว จึงทำให้พลังของบทไม่สดใหม่เท่าที่ควร เมื่อเทียบกับงานเสียดสีสิ่งแวดล้อมเรื่องอื่นอย่าง Don’t Look Up ที่ถูกยกมาเป็นตัวอย่างว่าทำได้ลึกและเฉียบคมกว่า
จุดเด่นที่สุดของหนังอยู่ที่ทอม ครูซ ซึ่งรับบทเศรษฐีน้ำมันผู้เป็นต้นเหตุของหายนะด้วยการแต่งเอฟเฟกต์หนักและเล่นแบบเต็มพลัง รีวิวชื่นชมว่าครูซสร้างตัวละครที่ทั้งลื่นไหลและน่าจับตา โดยเฉพาะฉากปราศรัยต่อเวทีสไตล์สหประชาชาติที่ยาวมากและถ่ายแบบช็อตต่อเนื่อง ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในฉากแสดงที่น่าประทับใจที่สุดของเขาในช่วงหลายปีหลัง รวมถึงเป็นความสำเร็จด้านการกำกับภาพและการจัดคิวกล้องของ Alejandro G. Iñárritu และ Emmanuel Lubezki ไปพร้อมกัน
ฉากดังกล่าวยังถูกมองว่าเป็นแกนความคิดที่ดีที่สุดของหนัง เพราะใช้ตัวละครของครูซเป็นตัวแทนของ “ระบบเดิม” ที่ก่อปัญหาเองแต่ยังอ้างความจำเป็นของตัวเองต่อหน้าคนทั้งโลก หนังพยายามชี้ให้เห็นว่าความหายนะจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว แต่เป็นผลจากโครงสร้างที่ปล่อยให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมืองเดินนำหน้าความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม บทวิจารณ์เห็นว่าหนังยังมีปัญหากับการสร้างตัวละครและน้ำเสียงเสียดสีที่ค่อนข้างหยาบตรงเกินไป ทำให้บางกลุ่มผู้ชมอาจรู้สึกว่าหนังจงใจโจมตีฝ่ายอนุรักษนิยมแบบการ์ตูนเกินจริง ขณะเดียวกันก็อาจทำให้ผู้ชมอีกฝั่งสะดุดกับการใช้ความเป็นชายแบบก้าวร้าวและการลดทอนเพศหญิงในเชิงมุกตลก แม้จะตั้งใจเล่นเพื่อเสียดสีก็ตาม
ช่วงท้ายของเรื่องมีการหักมุมและมีตัวละครของ Jesse Plemons ที่ช่วยเติมความหมายให้หนังมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ การซื้อความชอบธรรม และการใช้ทุนเพื่อฟอกภาพของตนเอง แม้รีวิวจะไม่เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด แต่ชี้ว่าช่วงท้ายเป็นส่วนที่ทำให้หนังมีมิติทางความคิดมากขึ้นและน่าจดจำกว่าส่วนอื่น
โดยสรุป Digger ถูกมองว่าเป็นหนังที่มีงานสร้างแข็งแรง การแสดงนำโดดเด่น และบางฉากยอดเยี่ยมมาก แต่โดยรวมยังเป็นงานเสียดสีที่ทะเยอทะยานเกินกว่าที่บทจะรองรับได้เต็มที่ เหมาะกับคนที่อยากดูทอม ครูซในบทแปลกใหม่และฉากมอนอโลกยาวระดับโชว์เคส ขณะที่คนที่คาดหวังบทวิจารณ์การเมืองและสิ่งแวดล้อมที่คมลึกอาจรู้สึกว่าหนังยังไม่สุดทาง


