ดิสนีย์ปลดพนักงานหลายร้อยราย กระทบพิกซาร์หนักจากผลงานภาพยนตร์ใหม่ไม่เข้าเป้า
ดิสนีย์เดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ด้วยการเลิกจ้างพนักงานหลายร้อยคน โดยพนักงานในพิกซาร์ได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ขณะที่ตำแหน่งในส่วน Disney Studios, โทรทัศน์ และหน่วยงานส่วนกลางก็ถูกตัดออกเช่นกัน…

ดิสนีย์เดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ด้วยการเลิกจ้างพนักงานหลายร้อยคน โดยพนักงานในพิกซาร์ได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ขณะที่ตำแหน่งในส่วน Disney Studios, โทรทัศน์ และหน่วยงานส่วนกลางก็ถูกตัดออกเช่นกัน บริษัทอธิบายว่ามาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินการใช้ทรัพยากรและการนำเงินกลับไปลงทุนในพื้นที่ที่เหมาะสมมากขึ้น ท่ามกลางสภาพอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง
รายงานจาก TheWrap ระบุว่า นี่อาจเป็นรอบปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดของพิกซาร์นับจากปี 2024 ซึ่งก่อนหน้านั้นบริษัทเคยลดพนักงานลงราว 14% หรือประมาณ 175 คน เพื่อรับมือกับการชะลอตัวของคอนเทนต์สำหรับ Disney+ รอบล่าสุดจึงถูกมองว่าเป็นผลต่อเนื่องจากแรงกดดันด้านธุรกิจ ทั้งด้านต้นทุนการผลิตและรายได้จากภาพยนตร์ที่ไม่เป็นไปตามเป้า
สาเหตุสำคัญที่ถูกโยงเข้ากับการปลดคนครั้งนี้คือผลงานของพิกซาร์ในช่วงหลังที่ยังสลับระหว่างความสำเร็จของภาคต่อกับความยากลำบากของหนังออริจินัล แม้ Toy Story 5 จะใกล้ทำรายได้ทะลุพันล้านดอลลาร์ทั่วโลก แต่ภาพยนตร์ออริจินัลหลายเรื่องกลับทำผลงานได้อ่อนลง โดยเฉพาะ Elio ที่เปิดตัวได้ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของสตูดิโอในบ็อกซ์ออฟฟิศช่วงสุดสัปดาห์แรก
สำหรับ Hoppers ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานล่าสุด TheWrap ระบุว่าถูกมองว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการปรับลดพนักงาน แม้ภาพยนตร์จะทำรายได้ทั่วโลก 389.5 ล้านดอลลาร์จากงบสร้าง 150 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังเกือบไม่คุ้มทุนเมื่อรวมต้นทุนการตลาดและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ขณะเดียวกันความสำเร็จในช่วงหลังของพิกซาร์กลับมาจากผลงานที่เป็นภาคต่อมากกว่า เช่น Inside Out 2 และ Toy Story 5
ในอนาคต พิกซาร์ยังมีโปรเจกต์หลายเรื่องทั้งภาคต่อและงานใหม่ เช่น Gatto ในปี 2027, Incredibles 3 ในปี 2028 และ Coco 2 ในปี 2029 รวมถึงมีรายงานว่า Monster Inc. ภาคใหม่กำลังอยู่ในขั้นพัฒนา อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากรอบปลดพนักงานครั้งนี้สะท้อนว่าบริษัทอาจต้องคุมงบการผลิตให้เข้มขึ้น โดยเฉพาะกับหนังออริจินัลที่ยังพิสูจน์ตัวเองในตลาดโรงภาพยนตร์ได้ไม่ดีนัก
โดยภาพรวม เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นแรงกดดันที่สตูดิโอแอนิเมชันขนาดใหญ่ต้องเผชิญ ทั้งจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของรายได้ในยุคที่พฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไป ดิสนีย์และพิกซาร์จึงดูเหมือนกำลังปรับกลยุทธ์ไปสู่การบริหารที่รัดกุมขึ้น พร้อมพึ่งพาแฟรนไชส์ที่พิสูจน์แล้วมากกว่าผลงานต้นฉบับที่เสี่ยงสูง


