อดีตหัวหน้า DOJ ชี้ไม่ควรให้สิทธิยกเว้นผูกขาดกับ AI
The Verge รายงานบทสนทนาในพอดแคสต์ Decoder ที่เชิญโจนาธาน แคนเทอร์ อดีตหัวหน้าฝ่ายแอนติตรัสต์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สมัยรัฐบาลไบเดน มาพูดคุยถึงทิศทางการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ในสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสถก…

The Verge รายงานบทสนทนาในพอดแคสต์ Decoder ที่เชิญโจนาธาน แคนเทอร์ อดีตหัวหน้าฝ่ายแอนติตรัสต์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สมัยรัฐบาลไบเดน มาพูดคุยถึงทิศทางการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ในสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสถกเถียงว่าควรหรือไม่ควรให้บริษัท AI รายใหญ่ได้รับข้อยกเว้นจากกฎหมายแข่งขันทางการค้าเพื่อให้สามารถประสานงานเรื่องความปลอดภัยร่วมกันได้ โดยเฉพาะเมื่อหลายบริษัทชั้นนำอย่าง OpenAI, Anthropic, Google DeepMind และผู้เล่นรายอื่นกำลังส่งสัญญาณให้ชะลอการแข่งขันบางด้านและเร่งกำหนดกรอบกติกาใหม่
แคนเทอร์อธิบายว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมตอนนี้คล้ายกับการมีเทคโนโลยีที่ทรงพลังมาก แต่ยังแทบไม่มี “กฎจราจร” มาคุมการใช้งาน เขามองว่าทั้งภาคเอกชนและรัฐบาลมีหน้าที่คนละส่วนกัน ฝั่งบริษัทต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และผลกระทบจากเอเจนต์ AI ที่อาจก่ออันตรายได้ ส่วนภาครัฐต้องสร้างกติกาพื้นฐานเพื่อไม่ให้การแข่งขันเดินหน้าแบบไร้หลักเกณฑ์
ประเด็นที่นักข่าวตั้งคำถามหนักที่สุดคือ การที่บรรดาบริษัท AI ชั้นนำออกมาพร้อมกันเรียกร้องให้มีการชะลอหรือกำกับดูแล จะเข้าข่ายการรวมกลุ่มแบบคาร์เทลหรือการล็อบบี้เพื่อผลประโยชน์ตัวเองหรือไม่ แคนเทอร์ตอบว่าควรมองได้ทั้งในมุมที่เมตตาและมุมที่ระแวง เขายอมรับว่าบริษัทเหล่านี้อาจกังวลจริงเรื่องความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความเร็วของนวัตกรรม แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีแรงจูงใจทางธุรกิจ เพราะต้นทุนการพัฒนา AI สูงมากและการชะลอการแข่งขันอาจช่วยพยุงมูลค่าบริษัทก่อนเข้าตลาดหุ้นได้
อย่างไรก็ดี เขาย้ำว่าคำขอให้มีข้อยกเว้นด้านแอนติตรัสต์ไม่ใช่คำตอบ เพราะบริษัทไม่จำเป็นต้องตกลงร่วมกันเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ปลอดภัยขึ้น ตัวอย่างที่เขายกคืออุตสาหกรรมการบินและรถยนต์ซึ่งแต่ละบริษัทต้องแก้ปัญหาความปลอดภัยของตัวเอง ไม่ได้อาศัยคู่แข่งมาช่วยกำหนดมาตรฐานภายในบริษัทเดียวกัน เขาเสนอว่าหาก AI เอเจนต์ไปโจมตีหรือเจาะระบบของผู้อื่น บริษัทเจ้าของเทคโนโลยีควรถูกมองว่ามีความรับผิดชอบในระดับเดียวกับนายจ้างที่ปล่อยให้พนักงานก่อเหตุ
ในส่วนที่ยังเปิดพื้นที่ให้ความร่วมมือได้ แคนเทอร์มองว่ามีบางกรณีที่อุตสาหกรรมสามารถแชร์ข้อมูลภัยคุกคาม มัลแวร์ หรือบอตอันตรายผ่านศูนย์กลางข้อมูลร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการฮั้วหรือผูกขาด แบบนี้จะช่วยยกระดับความปลอดภัยของทั้งระบบมากกว่าการขอสิทธิพิเศษให้คู่แข่งมานั่งตกลงกันเรื่องความเร็วของนวัตกรรม
บทสนทนายังแตะไปถึงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันกับจีน รวมถึงบรรยากาศทางการเมืองในวอชิงตันที่แตกออกเป็นหลายสาย บางกลุ่มอยากให้รัฐบาลเข้ามากำกับเข้มขึ้น ขณะที่บางฝ่ายโดยเฉพาะในรัฐบาลทรัมป์กลับดูจะไม่กระตือรือร้นจะเข้ามาแทรกแซงเท่าไร การที่อดีตและปัจจุบันของนักการเมืองสายต่างอุดมการณ์บางคนกลับมาสนับสนุนมุมมองว่าไม่ควรให้ข้อยกเว้นผูกขาดกับ AI ยิ่งสะท้อนว่าการกำกับดูแล AI กำลังกลายเป็นประเด็นที่ข้ามเส้นแบ่งพรรคการเมือง
โดยสรุป เนื้อหาชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าการถกเถียงเรื่อง AI ในสหรัฐฯ ไม่ได้มีแค่คำถามว่าเทคโนโลยีจะอันตรายแค่ไหน แต่ยังเกี่ยวข้องกับอำนาจตลาด ต้นทุนการลงทุน แรงจูงใจของบริษัท และบทบาทของรัฐในการวางกรอบการแข่งขัน แคนเทอร์ยืนยันว่าสังคมต้องมีกติกาพื้นฐานรองรับ AI แต่การแก้ปัญหาไม่ควรเริ่มจากการให้ข้อยกเว้นกฎหมายแข่งขันทางการค้าแก่บริษัทยักษ์ใหญ่ เพราะนั่นอาจสร้างปัญหาใหม่มากกว่าที่จะแก้ปัญหาเดิม


