งานวิจัยชี้ตับบริจาคอาจ “อ่อนวัย” ลงได้ด้วยเครื่องพยุงอวัยวะ
งานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่กับ MIT Technology Review ชี้ว่าอวัยวะที่ถูกนำไปเชื่อมต่อกับเครื่องพยุงอวัยวะหรือ perfusion machine อาจไม่ได้เพียงแค่ “คงสภาพ” ระหว่างรอปลูกถ่าย แต่ยังดูเหมือนจะมีอายุทางชีวภาพลด…

งานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่กับ MIT Technology Review ชี้ว่าอวัยวะที่ถูกนำไปเชื่อมต่อกับเครื่องพยุงอวัยวะหรือ perfusion machine อาจไม่ได้เพียงแค่ “คงสภาพ” ระหว่างรอปลูกถ่าย แต่ยังดูเหมือนจะมีอายุทางชีวภาพลดลงด้วย โดยผลการศึกษานี้เน้นที่ตับบริจาคและใช้ตัวชี้วัดเชิงโมเลกุลหลายแบบเพื่อประเมินความเป็น “วัย” ของอวัยวะแทนการดูอายุตามปฏิทินเพียงอย่างเดียว
โดยปกติเมื่ออวัยวะถูกนำออกจากร่างผู้บริจาค นาฬิกาการเสื่อมสภาพจะเริ่มเดินทันที แม้จะถูกแช่เย็นและใส่สารรักษาสภาพก็ตาม ทำให้ศัลยแพทย์มีเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนต้องนำไปปลูกถ่าย แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลจำนวนมากเริ่มใช้เครื่อง perfusion ที่หมุนเวียนออกซิเจน สารอาหาร และกำจัดของเสีย เพื่อให้อวัยวะทำงานคล้ายอยู่ในร่างกายจริงประมาณ 6–12 ชั่วโมง วิธีนี้ช่วยให้แพทย์ประเมินคุณภาพของอวัยวะได้ดีขึ้น และจากงานศึกษาก่อนหน้าเริ่มมีสัญญาณว่าการพยุงอวัยวะด้วยเครื่องอาจเพิ่มโอกาสอยู่รอดหลังปลูกถ่าย
ทีมวิจัยจาก Brigham and Women’s Hospital และ Mass General Brigham ใช้ “นาฬิกาความชรา” หรือ aging clocks วิเคราะห์ตัวอย่างตับบริจาคหลายชุด ตั้งแต่การดูรูปแบบการเปลี่ยนแปลงทางเอพิเจเนติกของ DNA ไปจนถึงการอ่านสัญญาณการทำงานของยีน ผลที่ได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ตับที่ผ่านการ perfusion มีอายุชีวภาพต่ำกว่าตับที่เก็บแบบแช่เย็น แม้บางชิ้นจะมาจากผู้บริจาคที่อายุมากกว่า หรือมีปัจจัยเสียเปรียบมากกว่า ในชุดข้อมูลถัดมา เมื่อเปรียบเทียบตับที่เก็บรักษาต่างวิธีและตรวจซ้ำหลังปลูกถ่าย ผลก็ยังยืนยันแนวโน้มเดิมว่าเครื่องพยุงอวัยวะทำให้ตับดู “อ่อนวัยลง” ในระดับโมเลกุล
นักวิจัยอธิบายว่า การลดลงของอายุชีวภาพอาจเกิดจากการที่อวัยวะได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างต่อเนื่องภายใต้อุณหภูมิควบคุม ซึ่งช่วยพลิกกระบวนการบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายของเซลล์และการเสื่อมของเนื้อเยื่อ อย่างไรก็ตาม เมื่ออวัยวะกลับเข้าไปในร่างผู้รับ อายุชีวภาพจะเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยจากความเครียดของการปลูกถ่าย แต่ตับที่ผ่าน perfusion ก็ยังคงมีค่าชีวภาพดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ผ่านเครื่อง
ผู้เชี่ยวชาญภายนอกมองว่างานนี้น่าสนใจ แต่ยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงระดับโมเลกุลจะสะท้อนเป็นผลลัพธ์ทางคลินิกมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในอวัยวะจากผู้บริจาคอายุมาก เช่น 70–80 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ระบบปลูกถ่ายยังต้องพึ่งพาอยู่มาก นอกจากนี้ perfusion ยังมีต้นทุนสูงมาก ทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ ทำให้เกิดคำถามว่าหากเข้าใจกลไกได้ดีพอ อาจพัฒนาเป็นยาหรือวิธีรักษาที่ถูกลงและใช้ทดแทนบางส่วนได้หรือไม่
ในภาพรวม งานวิจัยนี้สะท้อนว่าเทคโนโลยีการพยุงอวัยวะกำลังเปลี่ยนการปลูกถ่ายอวัยวะจากการ “เก็บให้รอด” ไปสู่การ “ฟื้นฟูคุณภาพ” และอาจช่วยเพิ่มจำนวนตับที่นำไปใช้ได้จริง ลดการทิ้งอวัยวะที่เคยถูกมองว่าเสี่ยงเกินไป ขณะเดียวกันนักวิจัยยังหวังว่าจะพัฒนาการทดสอบอายุชีวภาพของอวัยวะเพื่อคัดกรองผู้บริจาคได้แม่นยำขึ้น และต่อยอดไปสู่การซ่อมแซมอวัยวะก่อนปลูกถ่ายในอนาคต


