Doom ถูกรันบนฐานข้อมูล DNS ได้แล้ว แม้ช้ามากแต่เป็นโปรเจ็กต์สุดแปลก
กระแสท้าทายว่า “อะไรจะรัน Doom ได้บ้าง” ยังเดินหน้าต่อเนื่อง ล่าสุดมีการสาธิตให้เกมยิงระดับตำนานนี้ทำงานบนฐานข้อมูล DNS ได้ โดยใช้โครงสร้างของระบบชื่อโดเมนมาจัดเก็บและเรียกข้อมูลลักษณะคล้ายตารางตรรกะ…

กระแสท้าทายว่า “อะไรจะรัน Doom ได้บ้าง” ยังเดินหน้าต่อเนื่อง ล่าสุดมีการสาธิตให้เกมยิงระดับตำนานนี้ทำงานบนฐานข้อมูล DNS ได้ โดยใช้โครงสร้างของระบบชื่อโดเมนมาจัดเก็บและเรียกข้อมูลลักษณะคล้ายตารางตรรกะ เพื่อให้เกมสามารถคำนวณสถานะและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลได้ แม้ฟังดูเหมือนเรื่องเล่นตลก แต่แนวคิดนี้สะท้อนการดัดแปลงเทคโนโลยีพื้นฐานให้ทำงานเกินบทบาทเดิมอย่างน่าสนใจ
ผลงานครั้งนี้มาจาก Corey Quinn ซึ่งอธิบายว่าตนได้คอมไพล์ Doom ให้ทำงานบนเครื่อง 32 บิตที่ทั้งการคำนวณและหน่วยความจำพึ่งพา DNS โดยใช้ฐานข้อมูล DNS ขนาดใหญ่มากเป็นเหมือน “บรรณารักษ์” คอยหยิบคำตอบสำเร็จรูปมาตอบสนองการคำนวณแทนการประมวลผลแบบซีพียูทั่วไป แนวทางดังกล่าวไม่ได้ทำให้ DNS กลายเป็นโปรเซสเซอร์จริง ๆ แต่ใช้คุณสมบัติการอ่านค่าและเขียนค่าแบบมีเงื่อนไขของ DNS มาเลียนแบบตรรกะการทำงานของโปรแกรม
จุดสำคัญคือการใช้ RFC 2136 หรือ DNS UPDATE ซึ่งอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงเรคคอร์ด DNS ได้ ทำให้สถานะในเกมสามารถอัปเดตตามเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ คล้ายการทำงานของคำสั่ง if/then ในโค้ดทั่วไป ความแปลกอยู่ตรงที่ BIND ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ DNS ไม่ได้ “รันคำสั่ง” โดยตรง แต่ทำหน้าที่เพียงอ่านคีย์-ค่าและอัปเดตข้อมูลตามคำตอบที่เตรียมไว้ล่วงหน้ากว่า 6.4 ล้านแถวเท่านั้น
Paul Vixie หนึ่งในผู้บุกเบิก DNS ออกความเห็นว่ามันทั้งน่าสยดสยองและน่ารักในเวลาเดียวกัน พร้อมบอกว่านี่อาจเป็นการใช้งาน RFC 2136 ที่ดีที่สุดที่เขาเคยเห็น คำชมดังกล่าวตอกย้ำว่าผลงานนี้มีทั้งความขบขันและความวิศวกรรมเชิงทดลองอยู่ในตัวเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ผลที่ได้ไม่ได้หมายความว่า Doom บน DNS จะใช้งานได้จริงในเชิงเล่นเกม เพราะความเร็วการอัปเดตช้ามาก โดยหนึ่งรอบใช้เวลาราว 54 วินาที ขณะที่เกม Doom มีอัตรา tic ปกติ 35 ครั้งต่อวินาที หรือประมาณ 28.6 มิลลิวินาทีต่อ tic ช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้แสดงให้เห็นชัดว่าโปรเจ็กต์นี้อยู่ในกลุ่มงานโชว์แนวคิดมากกว่าการนำไปใช้จริง
ถึงจะไม่เหมาะกับการเล่นจริง แต่โปรเจ็กต์นี้ก็สะท้อนวัฒนธรรมการ “รัน Doom บนทุกอย่าง” ที่ยังคงเป็นมุกและการทดลองทางเทคนิคยอดนิยมในวงการ และสำหรับคนที่อยากลองเอง ผู้พัฒนาได้เปิดซอร์สโค้ดไว้บน GitHub แล้ว ทำให้โปรเจ็กต์ชิ้นนี้กลายเป็นทั้งงานสาธิตของความสร้างสรรค์ และเป็นตัวอย่างของการผลักขอบเขตการใช้งาน DNS ไปไกลกว่าที่หลายคนคาดคิด


