แหล่งรวมข่าวเทคโนโลยี
nerdsify
General

ลดอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือศูนย์ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่ติดที่นโยบายและการลงมือทำ

บทความจาก MIT Technology Review อธิบายว่า “การตายบนท้องถนน” ไม่ใช่ชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรมากกว่าหนึ่งล้านคนต่อปี และในสหรัฐฯ มีคนเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ…

บทความจาก MIT Technology Review อธิบายว่า “การตายบนท้องถนน” ไม่ใช่ชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรมากกว่าหนึ่งล้านคนต่อปี และในสหรัฐฯ มีคนเสียชีวิตเฉลี่ยวันละราว 100 คน ปัญหานี้ยิ่งน่ากังวลเพราะกระทบเด็กและคนหนุ่มสาวเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ของโลก

ผู้เขียนชี้ว่าอุบัติเหตุหนึ่งครั้งมักไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้ขับอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัย ทั้งการขับเร็ว การเสียสมาธิ การออกแบบถนนที่เน้นความเร็วมากกว่าความปลอดภัย รถยนต์ที่เต็มไปด้วยหน้าจอ และจุดตัดถนนที่ทำให้คนเดินเท้า คนขี่จักรยาน หรือรถคันอื่นมองเห็นกันได้ยาก กล่าวอีกแบบคือระบบจราจรปัจจุบันมักสร้างความเสี่ยงไว้ตั้งแต่ต้น

แม้จะมีวิธีลดความเสี่ยงที่พิสูจน์แล้วและทำได้ไม่ยาก เช่น ลดความเร็ว ติดตั้งอุปกรณ์ทำให้แยกถนนแคบลง ปรับทางม้าลาย หรือปรับโครงสร้างทางแยก แต่การผลักดันมักติดขัดเพราะขั้นตอนราชการ ความล่าช้าในการอนุมัติ และข้อถกเถียงด้านงบประมาณ นักวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนนมองว่าอุปสรรคนี้สะท้อนทั้งความซับซ้อนของการแก้ปัญหา และในขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นว่ามีจุดที่สามารถปรับปรุงได้อีกมาก

บทความยกภาพรวมสถิติว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากการจราจรเพิ่มขึ้นในระยะยาว แม้อัตราเสียชีวิตในสหรัฐฯ จะลดลงจากจุดสูงสุดในทศวรรษ 1930 แต่ช่วงสิบปีหลังกลับเห็นแนวโน้มการเสียชีวิตของคนเดินเท้าเพิ่มขึ้น จึงมีแรงผลักดันให้หลายชุมชนหันมาให้ความสำคัญกับนโยบายถนนปลอดภัยมากขึ้น

กรณีตัวอย่างที่โดดเด่นคือเมืองโฮโบเคน รัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเลยตั้งแต่ปี 2017 ความสำเร็จดังกล่าวมาจากการลงทุนในขนส่งสาธารณะ ส่งเสริมการเดินเท้าด้วยการขยายขอบฟุตปาธ และใช้กล้องช่วยระบุทางแยกที่มีความเสี่ยงเพื่อออกแบบใหม่ อย่างไรก็ดี แม้ในเมืองที่ประสบความสำเร็จแล้วก็ยังต้องเจอแรงต้าน เช่น การจะตัดที่จอดรถเพื่อขยายทางเท้าก็มักทำได้ยากหากยังไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่าแยกนั้นอันตรายจริง

บทความยังชี้ว่าไม่มีสูตรสำเร็จเดียวที่ใช้ได้กับทุกเมือง โฮโบเคนเป็นเมืองขนาดเล็กที่พึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะสูง จึงไม่อาจนำไปเทียบตรง ๆ กับเมืองใหญ่อย่างเมมฟิสหรือดัลลัสได้ แต่ตัวอย่างจากเอดมันตัน เมืองขนาดใหญ่และพึ่งรถยนต์สูงในแคนาดา ก็แสดงให้เห็นว่าการปรับจำกัดความเร็วและพัฒนาสัญญาณไฟบริเวณทางข้ามถนนสามารถลดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

สาระสำคัญของบทความคือ เทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมจราจรมีอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดคือเงินทุน ความตั้งใจทางการเมือง และความกล้าที่จะเปลี่ยนการออกแบบถนนให้ยอมรับว่า “ความปลอดภัย” ควรมีน้ำหนักมากกว่าความเร็ว หากสังคมจริงจังกับแนวคิด Vision Zero การลดการตายบนถนนลงอย่างมากไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นโจทย์ที่ทำได้ หากยอมเดินหน้าปรับทั้งผังเมือง งบประมาณ และนโยบายอย่างต่อเนื่อง

รีวิว Cooking Up Magick: แฟนตาซีอบอุ่นที่ยังปรุงรสไม่สุด
General

รีวิว Cooking Up Magick: แฟนตาซีอบอุ่นที่ยังปรุงรสไม่สุด

Cooking Up Magick ผลงานเปิดซีรีส์ The Dell Chronicles ของ HL Bernabe พยายามวางตัวเป็นแฟนตาซีโทนอบอุ่นที่มีกลิ่นอายคล้าย The Hobbit และ The Lord of the Rings แต่เล่าในบรรยากาศเบาสบายกว่า จุดตั้งต้นของเรื่องคือ “เพสลีย์” ฮาล์ฟลิงสาวที่ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับการผจญภัยร่วมกับคนแคระสองคน ขณะเดียวกันก็มีจอม…

Amazon จัดโปรหนังสือ Narnia ลด 50% ซื้อ 1 แถม 1 ครึ่งราคา
General

Amazon จัดโปรหนังสือ Narnia ลด 50% ซื้อ 1 แถม 1 ครึ่งราคา

Amazon กำลังจัดโปรโมชันหนังสือชุด The Chronicles of Narnia แบบซื้อ 1 เล่มลด 50% สำหรับเล่มที่ถูกกว่าในตะกร้า โดยครอบคลุมทั้งปกแข็ง ปกอ่อน ชุดรวมหลายเล่ม และฉบับดีลักซ์ 7 เล่มในชุดเดียว ถือเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับคนที่อยากสะสมหรือเริ่มอ่านซีรีส์คลาสสิกของ C.S. Lewis โดยเฉพาะเมื่อมีภาพยนตร์ Narnia…

ศิษย์เก่า MIT ผันตัวเป็นแพทย์และผู้ก่อตั้งเครือข่ายช่วยผู้บาดเจ็บทางสมอง
General

ศิษย์เก่า MIT ผันตัวเป็นแพทย์และผู้ก่อตั้งเครือข่ายช่วยผู้บาดเจ็บทางสมอง

บทความเล่าเส้นทางของ อลิสซา ท็อตแมน ศิษย์เก่า MIT รุ่นปี 2013 ที่เริ่มต้นความสนใจด้านผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาปีสอง เมื่อเข้าร่วมกลุ่ม MIT BrainTrust ซึ่งเป็นกิจกรรมนำอาสาสมัครนักศึกษามาพบปะและทำกิจกรรมร่วมกับผู้ที่มีภาวะบาดเจ็บทางสมอง ประสบการณ์นั้นทำให้เธอได้เข้าใจชีวิตจริงของ…