สำรวจชี้องค์กรใหญ่ใช้เงินซอฟต์แวร์ราว 28% ไปกับอัปเกรดที่ไม่ต้องการ
ผลสำรวจจากผู้บริหารด้านไอทีและซีไอโอในองค์กรขนาดใหญ่สะท้อนว่า งบซอฟต์แวร์จำนวนไม่น้อยถูกใช้ไปกับการอัปเกรด การย้ายระบบ และการเปลี่ยนเงื่อนไขไลเซนส์ที่องค์กรไม่ได้ต้องการจริง โดยเฉลี่ยคิดเป็นราว 28%…

ผลสำรวจจากผู้บริหารด้านไอทีและซีไอโอในองค์กรขนาดใหญ่สะท้อนว่า งบซอฟต์แวร์จำนวนไม่น้อยถูกใช้ไปกับการอัปเกรด การย้ายระบบ และการเปลี่ยนเงื่อนไขไลเซนส์ที่องค์กรไม่ได้ต้องการจริง โดยเฉลี่ยคิดเป็นราว 28% ของงบซอฟต์แวร์ทั้งหมดของบริษัทขนาดใหญ่ที่ตอบแบบสอบถาม
รายงานดังกล่าวอ้างอิงจากการสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที 2,018 คน จากบริษัทที่มีพนักงานอย่างน้อย 10,000 คน และมีรายได้ต่อปีเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ โดยแบ่งเป็นผู้ตอบจากสหรัฐฯ ราวครึ่งหนึ่ง และที่เหลือจากสหราชอาณาจักร ข้อมูลนี้ถูกใช้เพื่อชี้ให้เห็นว่าองค์กรขนาดใหญ่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ให้เปลี่ยนเวอร์ชันหรือรูปแบบการใช้งาน ทั้งที่ทีมไอทีมองว่าไม่ได้ให้ประโยชน์คุ้มค่า
ประเด็นสำคัญคือ หลายครั้งผู้บริหารไอทีเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เพิ่มความซับซ้อน และสร้างภาระด้านการจัดการระบบโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกันองค์กรก็ยังต้องยอมจ่ายเพราะผูกกับสัญญา การสนับสนุน หรือข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์เดิม ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์รั่วไหลไปกับสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในแผนลงทุนหลัก
อย่างไรก็ดี รายงานนี้ควรอ่านด้วยความระมัดระวัง เพราะเป็นการว่าจ้างจัดทำโดย Origina ซึ่งเป็นผู้ให้บริการดูแลซอฟต์แวร์แบบอิสระให้กับองค์กรต่าง ๆ จึงมีแนวโน้มสนับสนุนแนวคิดการใช้บริการบำรุงรักษาภายนอกเพื่อช่วยควบคุมงบประมาณและลดการพึ่งพาผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายเดิม แม้แบบสำรวจจะทำโดยบริษัทวิจัยอิสระ แต่กรอบการนำเสนอผลลัพธ์ก็สะท้อนมุมมองของผู้จ้างทำรายงานอย่างชัดเจน
โดยสรุป รายงานนี้ตอกย้ำปัญหาคลาสสิกของตลาดซอฟต์แวร์องค์กร คือ อำนาจต่อรองมักอยู่ฝั่งผู้ขาย ขณะที่ฝ่ายไอทีต้องรับภาระจากการตัดสินใจที่ไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการจริงขององค์กร นักอ่านควรมองตัวเลข 28% เป็นสัญญาณของแรงเสียดทานในตลาดซอฟต์แวร์องค์กร มากกว่าจะเป็นข้อพิสูจน์สุดท้ายว่ามีงบสูญเปล่าในสัดส่วนเท่านี้ทุกบริษัท


