Jabil วางรากฐานข้อมูลให้พร้อม ก่อนเร่งใช้ AI ในโรงงานทั่วโลก
Jabil ผู้ผลิตระดับโลกที่มีโรงงานและไซต์งานมากกว่า 100 แห่งในกว่า 30 ประเทศ กำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างเทคโนโลยีภายในครั้งใหญ่ โดยยึดแนวคิด “ทำให้เรียบง่ายก่อน แล้วค่อยสร้างนวัตกรรม” เป็นหลัก บริษัทมอง…

Jabil ผู้ผลิตระดับโลกที่มีโรงงานและไซต์งานมากกว่า 100 แห่งในกว่า 30 ประเทศ กำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างเทคโนโลยีภายในครั้งใหญ่ โดยยึดแนวคิด “ทำให้เรียบง่ายก่อน แล้วค่อยสร้างนวัตกรรม” เป็นหลัก บริษัทมองว่าหากเพิ่มเครื่องมือหรือระบบใหม่เข้าไปบนสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนอยู่แล้ว จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจาย และลดความสามารถในการตัดสินใจอย่างทันท่วงที
ปัญหาหลักที่ Jabil เผชิญมาจากการเติบโตต่อเนื่องยาวนานของแต่ละไซต์งาน ทำให้แต่ละแห่งมีเครื่องมือ กระบวนการทำงาน และวิธีแก้ปัญหาเฉพาะตัวของตนเอง ทั้งระบบเก่า งานที่ต้องทำด้วยมือ สเปรดชีต และการเชื่อมต่อแบบแยกส่วน ส่งผลให้เกิด data silos และทำให้มองเห็นปัญหาข้ามโรงงานหรือข้ามภูมิภาคได้ช้าลง เมื่อธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น ความซับซ้อนเหล่านี้กลายเป็นภาระทางเทคโนโลยีที่ฉุดประสิทธิภาพมากกว่าจะเป็นประโยชน์
Harish Manohar, SAP IT director ของ Jabil ระบุว่าบริษัทต้องการย้ายไปสู่ฐานข้อมูลและกระบวนการที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น โดยให้ระบบ SAP เป็นแกนหลักของแพลตฟอร์มดิจิทัล และพยายามดึงกระบวนการสำคัญเข้ามารวมในโครงสร้างเดียวให้มากที่สุด แนวทางนี้ไม่ได้หมายถึงการทิ้งของเดิมทั้งหมดในทันที แต่เป็นการค่อย ๆ ลดความหลากหลายของระบบที่ซ้ำซ้อน สร้างแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เพียงชุดเดียว และทำให้การขยายตัวในอนาคตทำได้ง่ายขึ้น
อีกประเด็นสำคัญคือการบริหารการเปลี่ยนแปลงในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีระดับความพร้อมของแต่ละไซต์ไม่เท่ากัน บางแห่งใช้ระบบเดิมมานาน บางแห่งมีข้อกำกับด้านกฎระเบียบสูง จึงไม่สามารถปรับมาตรฐานได้แบบหักดิบ Jabil ต้องเปลี่ยนทั้งกระบวนการและธรรมาภิบาลข้อมูลไปพร้อมกัน โดยพยายามไม่กระทบการเดินงานประจำของโรงงานที่ยังต้องผลิตและส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง
บริษัทเชื่อว่าการเชื่อมระบบแบบ end-to-end จะสร้างคุณค่าได้มากกว่าด้านไอทีเพียงอย่างเดียว เพราะช่วยให้พนักงานเห็นข้อมูลร่วมกัน ลดงานคีย์ซ้ำและการเทียบข้อมูลด้วยมือ และเปลี่ยนเวลาไปจากการตามหาข้อมูลมาเป็นการตัดสินใจจากข้อมูลเชิงลึกได้เร็วขึ้น ในมุมปฏิบัติการ สิ่งนี้ยังช่วยให้ Jabil มองเห็นเหตุการณ์ในซัพพลายเชนแบบเรียลไทม์และตอบสนองต่อความปั่นป่วนได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยงด้านการผลิตและการส่งมอบ
เมื่อรากฐานด้านข้อมูลและการเชื่อมต่อเริ่มมั่นคงขึ้น Jabil จึงค่อยต่อยอดไปสู่การใช้ AI และระบบอัตโนมัติ เช่น การคาดการณ์เหตุการณ์ในซัพพลายเชน การจัดการข้อยกเว้นแบบอัจฉริยะ และการวางแผนหรือพยากรณ์ด้วย AI โดยมองว่าศักยภาพของเทคโนโลยีเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อข้อมูลไหลลื่น เชื่อถือได้ และอยู่บนสถาปัตยกรรมที่สอดคล้องกันทั้งองค์กร
สาระสำคัญของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการนำ AI มาใช้ แต่คือการสร้างความเรียบง่ายในระดับที่ขยายได้จริง Jabil เชื่อว่าความเรียบง่ายที่ขยายได้คือแต้มต่อทางการแข่งขัน และการลงทุนด้านเทคโนโลยีต้องผูกกับคุณค่าทางธุรกิจ ความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และความสามารถในการรับมือความเสี่ยงในระยะยาว


