Bethesda สั่งปิดโปรเจกต์ AI ทำเกม Fallout: New York บนเบราว์เซอร์
Bethesda และ ZeniMax ได้ส่งคำสั่ง cease-and-desist ไปยัง Chris First ผู้ทำโปรเจกต์เกมแฟนเมดชื่อ Fallout: New York ซึ่งเป็นเกมแนว Fallout ที่เล่นผ่านเบราว์เซอร์และอาศัยเครื่องมือ AI อย่าง Claude ในการ…

Bethesda และ ZeniMax ได้ส่งคำสั่ง cease-and-desist ไปยัง Chris First ผู้ทำโปรเจกต์เกมแฟนเมดชื่อ Fallout: New York ซึ่งเป็นเกมแนว Fallout ที่เล่นผ่านเบราว์เซอร์และอาศัยเครื่องมือ AI อย่าง Claude ในการสร้างงานแทบทั้งหมด โดย First อธิบายว่าเขาใช้ “ทีมเอเจนต์ AI” ช่วยสร้างเกมให้ และตั้งใจให้ผลงาน “เหมือน Fallout” มากกว่าจะเป็นงานที่ได้รับแรงบันดาลใจเฉย ๆ
ตัวเกมที่นำเสนอถูกโปรโมตว่าเป็น Fallout ฉบับเต็มที่มีเควสต์ บทสนทนา ระบบต่อสู้แบบ V.A.T.S. และ Pip-Boy แต่ไม่มีไฟล์ภาพพื้นผิวหรือไฟล์เสียงแบบดั้งเดิม เพราะองค์ประกอบต่าง ๆ ถูกสร้างด้วยโค้ดและ AI แทน PC Gamer มองว่าโปรเจกต์นี้แตกต่างจากม็อดขนาดใหญ่ที่แฟน ๆ ทุ่มแรงกายแรงใจทำกันมาหลายปี เช่น Fallout: London หรือ Skyblivion ซึ่งแม้จะใช้เวลานานและมีทีมอาสาสมัครจำนวนมาก แต่ก็มีความเป็นงานสร้างสรรค์ของชุมชนมากกว่า
หลังจากโปรเจกต์ถูกเผยแพร่ First ระบุว่าได้รับจดหมายจาก ZeniMax โดยเฉพาะประเด็นการใช้ชื่อโดเมน fallout.nyc ซึ่งทางบริษัทมองว่าละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้เขาต้องหยุดดำเนินการต่อ ขณะเดียวกันก็เกิดกระแสวิจารณ์ในโลกออนไลน์จำนวนมาก หลายคนมองว่าปัญหาไม่ได้มีแค่ชื่อเกม แต่รวมถึงการใช้ AI สร้างผลงานที่ใกล้เคียงแฟรนไชส์ดังมากเกินไปด้วย
บทความชี้ว่าแม้บางคนจะเสนอว่า First แก้ปัญหาได้ด้วยการเปลี่ยนชื่อโปรเจกต์ แต่ก็ยังมีคำถามว่าผลงานลักษณะนี้ควรถูกมองเป็นการสร้างสรรค์แบบใด เพราะในเชิงเทคนิคมันไม่ได้โดดเด่นเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับการพอร์ตเกมคลาสสิกอื่นมารันในเบราว์เซอร์ และในเชิงประสบการณ์เล่นก็ยังไม่ได้น่าดึงดูดพอจะทำให้มองข้ามประเด็นด้านลิขสิทธิ์หรือคุณภาพได้
โดยรวมแล้ว เรื่องนี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างค่ายเกมรายใหญ่กับโปรเจกต์แฟนเมดที่ใช้ AI อย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งมองว่าต้องปกป้องแบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนอีกฝั่งตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งของงานแฟนฟิกชัน การดัดแปลง และการสร้างเกมด้วย AI ซึ่งกรณี Fallout: New York กลายเป็นตัวอย่างที่ทำให้ประเด็นนี้ถูกถกเถียงมากขึ้นในชุมชนเกม


