Samsung เตือนวิกฤตชิปหน่วยความจำจะหนักขึ้นในปีหน้า แม้กำไรพุ่งทำสถิติ
ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 ที่แข็งแกร่งมาก โดยมีรายได้ 171.5 ล้านล้านวอน และกำไรจากการดำเนินงาน 89.5 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อน…

ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 ที่แข็งแกร่งมาก โดยมีรายได้ 171.5 ล้านล้านวอน และกำไรจากการดำเนินงาน 89.5 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าธุรกิจหน่วยความจำของบริษัทกำลังทำเงินได้สูงเป็นพิเศษ ท่ามกลางความต้องการที่หนุนจากศูนย์ข้อมูล AI และลูกค้ารายใหญ่ทั่วโลก
อย่างไรก็ดี ซัมซุงใช้โอกาสนี้ส่งสัญญาณเตือนว่าตลาดหน่วยความจำยังเผชิญภาวะตึงตัวต่อเนื่อง และแนวโน้มจะยิ่งแย่ลงในปีหน้า โดยผู้บริหารด้านนักลงทุนสัมพันธ์ระบุว่าข้อจำกัดด้านอุปทานในปี 2027 จะรุนแรงกว่าปี 2026 และบริษัทมองว่าการขาดแคลนจะยืดเยื้อไปถึงปี 2028 ขณะที่หลังจากนั้นยังประเมินได้ยากเพราะมองเห็นภาพตลาดไม่ชัดเจนพอ
ประเด็นสำคัญคือ ลูกค้าหลายรายเริ่มต้องการทำสัญญาซื้อขายระยะยาวหลายปี เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้โควตาผลิตภัณฑ์เพียงพอในอนาคต ซัมซุงมองว่ากำลังการผลิตส่วนเพิ่มจะเพิ่มขึ้นได้ไม่มากอย่างมีนัยสำคัญจนถึงปี 2028 ทำให้ดีลลักษณะนี้เป็นประโยชน์ทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ผลิต เพราะช่วยล็อกยอดขายและลดความเสี่ยงของโรงงานไปพร้อมกัน โดยปัจจุบันบริษัทมีสัญญาระยะยาวรองรับยอดผลิตถึงราว 60–70% ของกำลังการผลิตทั้งหมดแล้ว
ซัมซุงยังระบุด้วยว่าอุปสงค์ที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองในปี 2026 มีแนวโน้มจะเลื่อนไปกดดันต่อในปี 2027 ทำให้ปัญหาขาดแคลนยิ่งซ้อนทับกันมากขึ้น แม้ภาพรวมจะดูเป็นวิกฤตด้านซัพพลาย แต่ในทางกลับกันผู้ผลิตหน่วยความจำกลับได้อานิสงส์เต็ม ๆ จากราคาที่สูงและอัตรากำไรที่ดีขึ้น
รายงานนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดย SK hynix ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่อีกรายก็เพิ่งรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งเช่นกัน แต่ยังถูกนักลงทุนมองว่าน่าผิดหวังเมื่อเทียบกับคาดการณ์ เพราะรายได้จาก HBM4 ชะลอลงกว่าที่ตลาดหวังไว้ สะท้อนว่าความต้องการหน่วยความจำระดับไฮเอนด์ยังผูกกับจังหวะการลงทุนของ AI อย่างใกล้ชิด
โดยรวม บทความนี้ชี้ว่าตลาดหน่วยความจำกำลังอยู่ในช่วงที่ผู้ผลิตได้ประโยชน์สูงสุด ขณะที่ผู้ใช้ชิปในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องรับมือกับต้นทุนและความไม่แน่นอนด้านซัพพลายที่อาจลากยาวไปอีกหลายปี และแรงผลักจาก AI ยังคงเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้สมดุลของตลาดยิ่งเปราะบางมากขึ้น


