ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกลดลง 6% ท่ามกลางวิกฤตราคาเมมโมรีพุ่ง
รายงานล่าสุดระบุว่ายอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกลดลงราว 6% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยปัจจัยสำคัญมาจากต้นทุนชิ้นส่วนหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งแรมและสตอเรจที่มีราคาแพงขึ้น ทำให้ผู้ผลิต…

รายงานล่าสุดระบุว่ายอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกลดลงราว 6% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยปัจจัยสำคัญมาจากต้นทุนชิ้นส่วนหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งแรมและสตอเรจที่มีราคาแพงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตหลายรายต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์สินค้าและราคา
ภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อในตลาดผู้บริโภคด้วย โดยเฉพาะกลุ่มรุ่นระดับกลางและล่างที่มีความอ่อนไหวต่อราคา เมื่อราคาขายปลีกถูกผลักขึ้นตามต้นทุน ผู้ซื้อจำนวนหนึ่งจึงชะลอการอัปเกรดเครื่องใหม่ ส่งผลให้ยอดรวมในตลาดหดตัว แม้ตลาดสมาร์ทโฟนจะยังเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับผู้ใช้จำนวนมากก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมการหดตัวของตลาดครั้งนี้ไม่ได้กระทบผู้เล่นทุกรายเท่ากัน แบรนด์ใหญ่อย่าง Apple และ Samsung กลับมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าผู้บริโภคบางส่วนยังคงเอนเอียงไปหาค่ายที่มีระบบนิเวศแข็งแรง ชื่อชั้นแบรนด์ชัดเจน และมีข้อเสนอด้านฮาร์ดแวร์ที่สม่ำเสมอ แม้ราคาจะสูงกว่าคู่แข่งบางราย
การที่สองบริษัทใหญ่ยังขยายส่วนแบ่งได้ในช่วงตลาดชะลอตัว ยังชี้ให้เห็นว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนกำลังเอนตัวไปสู่ผู้เล่นที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่า ทั้งในแง่ซัพพลายเชน การจัดซื้อชิ้นส่วน และความสามารถในการดูดซับต้นทุน เมื่อเมมโมรีแพงขึ้น ผู้ผลิตรายเล็กหรือรายที่มีกำไรต่ำอาจเผชิญแรงเสียดทานมากกว่า
สำหรับอุตสาหกรรมโดยรวม แนวโน้มนี้อาจทำให้ผู้ผลิตเร่งปรับพอร์ตสินค้า เน้นรุ่นที่ทำกำไรได้ดีขึ้น หรือชะลอการเปิดตัวบางรุ่นเพื่อรอให้ต้นทุนชิ้นส่วนคลี่คลาย ขณะเดียวกันผู้บริโภคอาจเห็นรอบการอัปเกรดที่ยาวนานขึ้น และข้อเสนอโปรโมชั่นที่เข้มข้นขึ้นจากค่ายต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการซื้อในช่วงที่ตลาดอ่อนแรง


