ย้อนดู GTA 2: ภาคที่ปรับเล่นลื่นขึ้น แต่ยังหาตัวตนไม่เจอ
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ย้อนประเมินเกมตระกูล Grand Theft Auto ก่อนการมาถึงของ GTA 6 โดยผู้เขียนระบุชัดว่าจะไม่ให้คะแนนแบบรีวิวสมัยใหม่ แต่จะมองว่าแต่ละภาคมีความสำคัญอย่างไรในช่วงเวลาที่ออกวาง…

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ย้อนประเมินเกมตระกูล Grand Theft Auto ก่อนการมาถึงของ GTA 6 โดยผู้เขียนระบุชัดว่าจะไม่ให้คะแนนแบบรีวิวสมัยใหม่ แต่จะมองว่าแต่ละภาคมีความสำคัญอย่างไรในช่วงเวลาที่ออกวางขาย และสิ่งใดในเกมเหล่านั้นที่ยังน่าประทับใจเมื่อเล่นกลับไปในปัจจุบัน
สำหรับ GTA 2 ผู้เขียนมองว่าเกมนี้เป็นการยกระดับจากภาคแรกในเชิงระบบและความสะดวกในการเล่นพอสมควร จุดที่เห็นได้ชัดคือสามารถเซฟเกมได้ที่โบสถ์ ทำให้ความโหดแบบเริ่มใหม่ทั้งหมดทุกครั้งลดลง และยังเพิ่มแถบพลังชีวิตที่ช่วยให้ผู้เล่นรับมือกับการยิงต่อสู้ได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะภาคแรกมักทำให้ตัวละครล้มได้ง่ายจากการโดนเพียงไม่กี่ครั้ง
ด้านการควบคุมรถและมุมกล้องก็ถูกปรับให้เสถียรขึ้น กล้องตามรถได้ลื่นกว่าเดิม รถทรงตัวง่ายขึ้น และมีสิ่งกีดขวางที่ทำให้ติดขัดน้อยลง ส่งผลให้จังหวะขับไล่ล่าดำเนินได้คล่องกว่า GTA ภาคแรก นอกจากนี้ยังมีอาวุธและอุปกรณ์ใหม่จำนวนมาก ทั้งระเบิด ปืนลูกซอง ปืนกลเก็บเสียง ปืนคู่ และอาวุธพลังงานล้ำยุค รวมถึงระบบติดอาวุธให้รถ ทำให้การต่อสู้มีความหลากหลายและสนุกขึ้น ขณะเดียวกันก็มีระบบเล็งอัตโนมัติแบบเบา ๆ ช่วยลดความหงุดหงิดในการยิง
อย่างไรก็ดี ผู้เขียนยังรู้สึกว่า GTA 2 มีปัญหาเรื่อง “ตัวตน” ของเกม เพราะเปลี่ยนฉากไปเป็นเมืองอนาคตใกล้ ๆ ชื่อ Anywhere City แทนบรรยากาศร่วมสมัยแบบภาคแรก ทำให้โทนโดยรวมดูแปลกแยก ทั้งจากภาพปกและฉากเปิดที่ยังดูเหมือนเมืองยุค 90 มากกว่าโลกอนาคตที่เกมต้องการสื่อ ความไม่สอดคล้องนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเคยไม่อินกับเกมตั้งแต่เล่นครั้งแรก
ในเชิงงานออกแบบเมือง ผู้เขียนยอมรับว่า Anywhere City ดูมีชีวิตชีวาและอันตรายกว่าเดิม เพราะมีโจร ลักรถ และสมาชิกแก๊งเดินตามถนนอย่างต่อเนื่อง แต่เขากลับไม่ชอบสไตล์ภาพรวมที่ผสมรถยุค 40–50 เข้ากับฉากดิสโทเปียอนาคต เพราะรู้สึกว่ารถจำนวนมากหน้าตาคล้ายกันเกินไปและขาดเอกลักษณ์ เมื่อเทียบกับรถในภาคแรกที่ดูจดจำได้ง่ายกว่า
โดยสรุป บทความวาง GTA 2 ไว้ในฐานะเกมที่ “เล่นดีขึ้นอย่างชัดเจน” จากภาคแรก แต่ยังไม่ลงตัวในด้านศิลปะและเอกลักษณ์เท่าที่ควร มันจึงเป็นภาคที่มีความสำคัญในฐานะสะพานเชื่อมการพัฒนาระบบ GTA ยุคต้น มากกว่าจะเป็นภาคที่ผู้เขียนหลงรักเป็นพิเศษ แม้หลายส่วนจะดูหยาบตามมาตรฐานปัจจุบัน แต่ก็ยังมีเสน่ห์ในฐานะหลักฐานของวิวัฒนาการซีรีส์ในช่วงปลายยุค 90


