กีเยร์โม เดล โตโร เล่าความรักงานมอนสเตอร์และเบื้องหลังหนังระดับตำนาน
IGN ได้สัมภาษณ์ กีเยร์โม เดล โตโร ในวาระครบรอบ 20 ปีของ Pan’s Labyrinth โดยบทสนทนาเน้นไปที่แนวคิดเรื่อง “มอนสเตอร์” ในผลงานของเขา ความหลงใหลต่อการออกแบบสิ่งมีชีวิตในหนัง และเหตุผลที่เขายังคงยึดมั่นกับ…

IGN ได้สัมภาษณ์ กีเยร์โม เดล โตโร ในวาระครบรอบ 20 ปีของ Pan’s Labyrinth โดยบทสนทนาเน้นไปที่แนวคิดเรื่อง “มอนสเตอร์” ในผลงานของเขา ความหลงใหลต่อการออกแบบสิ่งมีชีวิตในหนัง และเหตุผลที่เขายังคงยึดมั่นกับงานสร้างแบบจับต้องได้มากกว่าการพึ่งพาเอฟเฟกต์ดิจิทัลเป็นหลัก เดล โตโรอธิบายว่า เขาเติบโตมากับหนังสัตว์ประหลาดของยุคคลาสสิก และมองว่า creature design ไม่ได้มีไว้แค่ให้ดูเท่ แต่ต้องเป็นพาหะของความหมายทางอารมณ์และเชิงสัญลักษณ์ของเรื่องด้วย
เขาย้ำว่า สำหรับเขา มอนสเตอร์ที่ดีต้องสะท้อนแนวคิดบางอย่าง เช่น ความเศร้า ความดี-ชั่ว หรือพลังของธรรมชาติ ตัวอย่างที่เขาอ้างถึงคือ Godzilla, Frankenstein’s Creature, Pan และ Pale Man ซึ่งล้วนไม่ได้เป็นเพียงตัวประหลาด แต่เป็น “แนวคิดที่มีตัวตน” เดล โตโรยังเล่าถึงอิทธิพลจากศิลปินและช่างแต่งหน้าเอฟเฟกต์ยุคเก่า รวมถึงการออกแบบของ Milicent Patrick และ Jack Pierce ที่ทำให้เขามองงานออกแบบสิ่งมีชีวิตเหมือนการได้พบดาราหนังคนหนึ่ง
ในช่วงหนึ่งของบทสนทนา เขาพูดถึงวิธีทำงานของผู้กำกับร่วมสมัยที่ตนชื่นชม โดยเฉพาะ Christopher Nolan และ James Cameron ว่าแต่ละคนมีเส้นทางของตัวเองในการผลักขอบเขตการเล่าเรื่องและเทคนิคการสร้างหนัง ส่วนตัวเขาเน้นแนวคิด “ทำด้วยมือโดยมนุษย์เพื่อมนุษย์” ซึ่งสะท้อนปรัชญาการทำหนังที่ให้คุณค่ากับงานจริง โมเดลจริง และรายละเอียดทางกายภาพมากกว่าความอลังการแบบสังเคราะห์ล้วน ๆ
เดล โตโรยังเล่าถึงการได้ชมงานของ Nolan เรื่อง The Odyssey ใน IMAX ร่วมกับตัวผู้กำกับเอง และบอกว่าเขาชื่นชมทั้งวิสัยทัศน์และการแก้ปัญหาเชิงเทคนิคของเพื่อนร่วมอาชีพรายนี้ นอกจากนี้ เขายังพูดถึงมุมมองด้านเสียงและจังหวะการตัดต่อของ Nolan ที่ทำให้เขากลับไปคิดเรื่อง “จังหวะ” ในงานมิกซ์เสียงของตัวเองอยู่เสมอ
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความทรงจำเกี่ยวกับภาพยนตร์ Mimic และสถานที่อย่างพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในนิวยอร์ก ซึ่งเขามองว่าเป็นพื้นที่กระตุ้นจินตนาการอย่างยิ่ง สำหรับเขา สถานที่เหล่านี้ไม่ใช่แค่ฉากหลังของหนัง แต่เป็นแหล่งบ่มเพาะโลกสมมติและความกลัวแบบเด็ก ๆ ที่ต่อมาเติบโตเป็นภาษาภาพยนตร์ของเขาเอง
ท้ายบทสนทนา เดล โตโรย้อนเล่าช่วงที่ผลงานบางเรื่องถูกแทรกแซงจากระบบสตูดิโอ และบอกว่าเขาพยายามหาทางกลับไปทำงานอย่างอิสระมากขึ้นก่อนจะรับงานใหญ่ในอุตสาหกรรมอีกครั้ง เขาเผยด้วยว่าเคยถูกผลักดันให้ไปทำ Blade 2 ก่อน แต่ยืนยันขอทำโปรเจ็กต์อื่นที่ต้องการความเป็นอิสระก่อน เพื่อ “ล้าง” ประสบการณ์การทำงานแบบโรงงานหนังออกจากตัวเอง ขณะเดียวกัน บทสัมภาษณ์นี้ยังปูทางไปสู่เรื่องราวการร่วมงานกับ Hideo Kojima และอิทธิพลของเดล โตโรในวงการบันเทิงสมัยใหม่ แม้เนื้อหาหลักจะยังคงเน้นไปที่ปรัชญาการสร้างสรรค์และมรดกด้านมอนสเตอร์ของเขาเป็นหลัก


