เพนตากอนเร่งหาพื้นที่สร้างสเปซพอร์ตใหม่ รับแรงกดดันจากภารกิจปล่อยจรวด
กองกำลังอวกาศสหรัฐฯ กำลังผลักดันแผนสร้างสเปซพอร์ตแห่งใหม่ให้เปิดใช้งานได้ภายในราวสี่ปีข้างหน้า เพื่อเพิ่มฐานปล่อยจรวดระดับหนักอีกหนึ่งแห่งและลดภาระของศูนย์ปล่อยในฟลอริดาและแคลิฟอร์เนียซึ่งรองรับภารกิจ…

กองกำลังอวกาศสหรัฐฯ กำลังผลักดันแผนสร้างสเปซพอร์ตแห่งใหม่ให้เปิดใช้งานได้ภายในราวสี่ปีข้างหน้า เพื่อเพิ่มฐานปล่อยจรวดระดับหนักอีกหนึ่งแห่งและลดภาระของศูนย์ปล่อยในฟลอริดาและแคลิฟอร์เนียซึ่งรองรับภารกิจอวกาศมานานหลายทศวรรษ แผนดังกล่าวสะท้อนความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศที่มากขึ้นตามภารกิจปล่อยดาวเทียมและระบบความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่เติบโตต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี เป้าหมายดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ เพราะปี 2030 ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ผู้บัญชาการต้องการให้สเปซพอร์ตใหม่พร้อมใช้งานนั้น ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ข้อสรุปว่าควรตั้งฐานปล่อยแห่งใหม่นี้ที่ใด และยังไม่มีแนวทางชัดเจนเรื่องการจัดหาที่ดินหรือกระบวนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
ประเด็นนี้ถูกหยิบขึ้นมาพูดในระดับนโยบายหลังจากรัฐมนตรีกองทัพอากาศ ทรอย เมนก์ กล่าวถึงการมองหาฐานปล่อยแห่งที่สามตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยอ้างอิงผลการศึกษาที่สั่งโดยสภาคองเกรสเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานการปล่อยจรวดของ Space Force ซึ่งชี้ว่าจำเป็นต้องมีสถานที่อีกแห่งที่รองรับการปล่อยจรวดขนาดหนักและขนาดใหญ่มากได้
สาระสำคัญของแผนนี้คือการเพิ่มความยืดหยุ่นให้ระบบปล่อยอวกาศของสหรัฐฯ หากเกิดข้อจำกัดด้านตารางการปล่อย การซ่อมบำรุง หรือภารกิจที่ทับซ้อนกันที่ฐานเดิม การมีสเปซพอร์ตเพิ่มอีกแห่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มขีดความสามารถด้านความมั่นคงและการใช้งานเชิงพาณิชย์
แต่ในทางปฏิบัติ โครงการยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นมาก และเวลาที่เหลือก่อนปี 2030 อาจไม่มากพอสำหรับการเลือกทำเล เจรจาเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน อนุมัติด้านสิ่งแวดล้อม และก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นทั้งหมด ทำให้แผนนี้กลายเป็นทั้งความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์และโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเพนตากอน

