Intel หันกำลังผลิต Panther Lake ไปชิปดาต้าเซ็นเตอร์ ท่ามกลางวิกฤตหน่วยความจำที่กดดันตลาดพีซี
Intel ระบุว่า บริษัทกำลังเผชิญสภาพตลาดพีซีที่ยากลำบากต่อเนื่องในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากวิกฤตหน่วยความจำและสตอเรจยังทำให้ราคาสูงขึ้นและกระทบความต้องการซื้อคอมพิวเตอร์โดยรวม ส่งผลให้บริษัทต้อง…

Intel ระบุว่า บริษัทกำลังเผชิญสภาพตลาดพีซีที่ยากลำบากต่อเนื่องในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากวิกฤตหน่วยความจำและสตอเรจยังทำให้ราคาสูงขึ้นและกระทบความต้องการซื้อคอมพิวเตอร์โดยรวม ส่งผลให้บริษัทต้องทบทวนการจัดสรรกำลังการผลิตบนกระบวนการผลิต 18A ใหม่ โดยมีแผนย้ายความจุบางส่วนที่เดิมเตรียมไว้สำหรับชิปฝั่งผู้บริโภค ไปใช้ผลิตชิปสำหรับศูนย์ข้อมูลแทน เพื่อให้ใช้กำลังการผลิตได้คุ้มค่ากว่าในช่วงที่ดีมานด์พีซีอ่อนแรง
ในการให้ข้อมูลระหว่างรายงานผลประกอบการ CFO ของ Intel ระบุชัดว่า ส่วนของ wafer ที่จะถูกดึงออกจากการผลิต Panther Lake จะถูกนำไปช่วยเพิ่มการผลิตชิปดาต้าเซ็นเตอร์ในโรงงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทมองเห็นโอกาสฝั่งองค์กรและเซิร์ฟเวอร์มากกว่าการปล่อยกำลังผลิตค้างอยู่กับสินค้าผู้บริโภคที่ขายช้ากว่าเดิม
บนโหนด 18A ตอนนี้ Intel มีชิปกลุ่มผู้บริโภคหลักสองตระกูลคือ Panther Lake และ Wildcat Lake ขณะที่ฝั่งลูกค้าองค์กรมี Clearwater Forest รายงานระบุว่า Panther Lake เพิ่งเริ่ม ramp ขึ้นได้สำเร็จ แต่รุ่นราคาประหยัดอย่าง Wildcat Lake กลับเป็นตัวที่ขายดีเกินคาด และมีอุปสงค์สูงกว่าของที่มีอยู่ในสต็อกอย่างมาก
ผู้บริหาร Intel ย้ำว่า Wildcat Lake ซึ่งเป็นซีพียูฝั่งไคลเอนต์ที่เน้นต้นทุนต่ำบน Intel 18A เพิ่มจำนวนหน่วยขายขึ้นราว 70% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส และตอนนี้ขายหมดเกลี้ยงแล้ว สะท้อนว่าตลาดในช่วงนี้ให้ความสำคัญกับชิปที่คุ้มราคา มากกว่ารุ่นที่เน้นประสิทธิภาพสูงหรือเทคโนโลยีใหม่ที่ต้นทุนสูงกว่า
อย่างไรก็ดี ปัญหาซัพพลายของ Intel ไม่ได้เกิดจากการจัดสรรโรงงานอย่างเดียว บริษัทยังบอกว่ามีข้อจำกัดฝั่ง substrate ด้วย ทำให้การเพิ่มกำลังผลิตทำได้ไม่เต็มที่แม้จะมีความต้องการในบางกลุ่มสินค้า
Intel ยังส่งสัญญาณว่าภาพรวมอาจไม่ดีขึ้นเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มชิปเกมมิงภายใต้หน่วยงาน CCPG ที่คาดว่ารายได้หรือปริมาณอาจลดลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เพราะลูกค้าเริ่มลดสต็อกและชะลอคำสั่งซื้อเพื่อเข้าสู่ปีใหม่ บริษัทมองว่าปัญหาด้านหน่วยความจำจะค่อย ๆ ลามจากผู้บริโภคไปยังร้านค้า ผู้จัดจำหน่าย และท้ายที่สุดมาถึง Intel เอง
ตลาดตอบสนองต่อแนวโน้มดังกล่าวค่อนข้างแรง โดยราคาหุ้น Intel ปรับลงหนักหลังตลาดปิด แสดงให้เห็นว่านักลงทุนกังวลต่อแรงกดดันทั้งด้านดีมานด์ การผลิต และผลกระทบต่อรายได้ในช่วงถัดไป

