เกมล้อเล่นตั้งราคา 200 ดอลลาร์ ทำยอดบน Steam ทะลุ 1.3 ล้านดอลลาร์ ก่อนถูกคืนเงินเกือบหมด
เกมอินดี้ขำขันชื่อ This Game Costs 200 Dollars ของ ไมเคิล เมเจอร์ วัย 18 ปี กลายเป็นกระแสในโลกเกมหลังถูกวางขายบน Steam ในราคาสูงสุดที่แพลตฟอร์มอนุญาต โดยเจ้าตัวตั้งใจทำเป็นมุกต่อจากเกมภาคก่อน This…

เกมอินดี้ขำขันชื่อ This Game Costs 200 Dollars ของ ไมเคิล เมเจอร์ วัย 18 ปี กลายเป็นกระแสในโลกเกมหลังถูกวางขายบน Steam ในราคาสูงสุดที่แพลตฟอร์มอนุญาต โดยเจ้าตัวตั้งใจทำเป็นมุกต่อจากเกมภาคก่อน This Game Costs 10 Dollars และคาดว่าไม่น่าจะมีใครยอมซื้อจริง
แต่ผลลัพธ์กลับตรงข้ามอย่างมาก เมื่อมีผู้เล่นจำนวนมากซื้อเกมดังกล่าวเข้ามาจริง ทำให้ยอดขายตามรายงานของ Steam พุ่งไปถึง 6,717 ชุด หรือคิดเป็นรายได้รวมราว 1.345 ล้านดอลลาร์ในช่วงแรก ซึ่งส่วนใหญ่ของยอดขายมาจากผู้เล่นในจีน ขณะที่ยอดซื้อจากประเทศอื่นมีเพียงเล็กน้อยกระจายไปหลายภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขมหาศาลนี้อยู่ได้ไม่นาน เพราะผู้ซื้อจำนวนมากรีบขอคืนเงินแทบจะทันที หลายคนแทบไม่ได้เล่นเกมเลย ทำให้รายได้จริงหดลงเหลือประมาณ 2,045 ดอลลาร์เท่านั้น ส่วนคนที่เล่นจริงก็ใช้เวลาเฉลี่ยเพียงราว 10 นาที สะท้อนว่าเกมถูกซื้อไปด้วยแรงจูงใจอื่นมากกว่าการเล่นจริง
เมเจอร์คาดเดาว่า การซื้อเกมราคาแพงอาจเกี่ยวข้องกับการสะสม Steam Points ซึ่งเป็นแต้มที่ได้จากการซื้อเกมและนำไปแลกของตกแต่งโปรไฟล์ได้ รวมถึงตั้งข้อสงสัยว่าเกมราคาสูงบน Steam อาจถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน แม้เขาจะยอมรับว่าทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงการคาดเดา
กรณีนี้กลายเป็นตัวอย่างของปรากฏการณ์ในตลาดเกมดิจิทัลที่ราคาสูงสุดบนแพลตฟอร์มสามารถถูกนำไปใช้เป็นมุกตลก การทดลองทางการตลาด หรือแม้แต่พฤติกรรมแปลก ๆ ของผู้เล่นได้ ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนกลไกการคืนเงินของ Steam ที่ทำให้ยอดรายได้จริงต่างจากยอดขายรวมอย่างมากเมื่อผู้ซื้อเลือกใช้สิทธิ์คืนเงินภายในเงื่อนไขที่กำหนด


