Jon Favreau เล่าการถ่ายทำ Lion งานสารคดีธรรมชาติที่ใช้เวลายาวนานและได้บทเรียนจาก The Lion King
Jon Favreau ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ที่หลายคนรู้จักจาก Iron Man, The Mandalorian และ The Lion King ฉบับรีเมก กลับมาพูดถึงงานสารคดีชุดใหม่ของ National Geographic เรื่อง Lion ซึ่งเขารับหน้าที่อำนวยการ…

Jon Favreau ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ที่หลายคนรู้จักจาก Iron Man, The Mandalorian และ The Lion King ฉบับรีเมก กลับมาพูดถึงงานสารคดีชุดใหม่ของ National Geographic เรื่อง Lion ซึ่งเขารับหน้าที่อำนวยการสร้างร่วมกับ Mike Gunton จาก BBC โดยยอมรับว่าประสบการณ์ครั้งนี้แตกต่างจากงานเล่าเรื่องแบบสร้างโลกขึ้นใหม่อย่างสิ้นเชิง เพราะทีมงานต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติ มากกว่าจะควบคุมเหตุการณ์ได้เหมือนงานภาพยนตร์หรือแอนิเมชัน
Lion เป็นมินิซีรีส์ 4 ตอนที่ใช้เวลาถ่ายทำนานมาก โดยลงพื้นที่ในเคนย่าแถบ Maasai Mara รวมกันกว่า 1,400 วันถ่ายทำ เนื้อหาติดตามชีวิตของลูกสิงโตชื่อ Kio ตั้งแต่วัยเล็กจนเติบโตขึ้นเป็นผู้นำฝูง สิ่งที่น่าสนใจคือแกนเรื่องไม่ได้ถูกวางไว้ล่วงหน้าอย่างตายตัว แต่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นจากฟุตเทจจำนวนมหาศาลที่ทีมงานเก็บมาได้ระหว่างการถ่ายทำจริง
Favreau อธิบายว่าในช่วงแรกเรื่องราวยังเน้นไปที่สิงโตเพศเมียหลายตัวในฝูงมากกว่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป Kio กลายเป็นตัวละครศูนย์กลางเพราะมีบุคลิกและพัฒนาการที่น่าสนใจ ทำให้ทีมตัดสินใจตัดเส้นเรื่องอื่นที่ไม่ส่งผลต่อโครงสร้างในอนาคตออกไป กระบวนการนี้สะท้อนแนวทางการทำสารคดีสัตว์ป่าที่ต้องอาศัยทั้งความอดทน การสังเกต และการตัดสินใจเชิงบรรณาธิการอย่างเข้มข้น
ผู้สร้างทั้งสองยังเล่าว่างานลักษณะนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความท้าทาย ตั้งแต่สภาพอากาศ เส้นทางขนย้ายอุปกรณ์ ไปจนถึงจังหวะของสัตว์ที่คาดเดาไม่ได้ Gunton เปรียบการทำงานในภาคสนามว่าเหมือนการต้องเฝ้ารออย่างเงียบ ๆ และพร้อมลงมือทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ เพราะสิงโตอาจตื่นตัวหรือแสดงพฤติกรรมสำคัญเพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น จึงเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งสัญชาตญาณและการวางแผนระดับสูง
อีกประเด็นที่ Favreau พูดถึงคือความเชื่อมโยงระหว่าง Lion กับ The Lion King ซึ่งค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นระหว่างกระบวนการตัดต่อและเรียบเรียงเรื่อง เขาบอกว่าภาพธรรมชาติจริงบางช่วงมีพลังคล้ายงานเล่าเรื่องในภาพยนตร์แอนิเมชันมากจนต้องโทรไปหา Hans Zimmer ซึ่งมาช่วยทำดนตรีประกอบด้วย และยิ่งทำให้โทนของสารคดีมีความยิ่งใหญ่และอารมณ์ร่วมสูงขึ้น แม้งานนี้จะไม่ได้ดัดแปลงเพื่อความบันเทิงแบบตรงไปตรงมา
Favreau ยังมองว่างาน Lion ทำให้เขากลับไปสัมผัสวิธีทำงานแบบพื้นฐานมากขึ้น เพราะทีมตั้งใจไม่ใช้การปรับแต่งดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนภาพจริง เช่น การลบแมลงหรือยานพาหนะออกจากเฟรม แต่ใช้การคัดเลือกช็อต การตัดต่อ และดนตรีเป็นเครื่องมือหลักในการเล่าเรื่อง ขณะที่ Gunton ก็ระบุว่าเสน่ห์ของสารคดีสัตว์ป่าคือการสร้างความผูกพันกับตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์ให้ได้ด้วยภาษาภาพและเสียง
ท้ายที่สุด บทสัมภาษณ์นี้สะท้อนว่า Lion ไม่ได้เป็นแค่สารคดีสัตว์ป่าขนาดใหญ่ แต่เป็นงานที่ผสมผสานทักษะจากโลกภาพยนตร์ แอนิเมชัน และสารคดีเข้าด้วยกันอย่างซับซ้อน พร้อมเปิดทางให้เห็นว่างานถัดไปของ Favreau อาจหันไปในทิศทางที่ต่างจากทุ่งสะวันนาแอฟริกาอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกัน Gunton ก็เผยว่ากำลังสนใจทำสารคดีเกี่ยวกับพืช ซึ่งจะใช้มุมมองใหม่ในการเล่าเรื่องธรรมชาติในอีกแบบหนึ่ง


