Meta ยังขาดทุนหนักใน Reality Labs แม้รายได้โตจากแว่น AI
ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ Meta สะท้อนภาพธุรกิจหลักที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยบริษัทมีรายได้รวม 60.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 28% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ตลาดตอบสนองในทางลบและราคาหุ้นปรับลงประมาณ 10%…

ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ Meta สะท้อนภาพธุรกิจหลักที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยบริษัทมีรายได้รวม 60.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 28% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ตลาดตอบสนองในทางลบและราคาหุ้นปรับลงประมาณ 10% ขณะเดียวกัน หน่วยธุรกิจ Reality Labs ซึ่งดูแลสินค้ากลุ่ม VR/AR และอุปกรณ์สวมใส่ ยังคงเป็นจุดที่เผาเงินจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง
ในไตรมาสล่าสุด Reality Labs มีรายได้เพียง 431 ล้านดอลลาร์ แต่กลับขาดทุนจากการดำเนินงานสูงถึง 4.6 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ตอกย้ำว่ารายได้จากธุรกิจอุปกรณ์สวมใส่ยังห่างไกลจากการคุ้มต้นทุน แม้ยอดขายจะโตขึ้น 16% เมื่อเทียบรายปี โดย Meta ระบุว่าแรงหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของยอดขายแว่น AI ขณะที่ยอดขายชุดหูฟัง Quest ชะลอตัวลง
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กพยายามชูความสำเร็จของกลุ่มแว่นตาอัจฉริยะ โดยอธิบายว่าเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคที่เติบโตเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา นอกจากนี้ บริษัทยังบอกว่ายอดขายแว่นรุ่นที่ทำร่วมกับ Kylie Jenner ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนมหาศาลของโครงการในฝั่ง AR/VR
บทความชี้ว่า Meta ยังทุ่มงบให้กับโครงการฮาร์ดแวร์อีกหลายตัว เช่น Orion แว่น AR ที่ยังไม่เปิดตัวซึ่งมาพร้อม EMG wristband และอุปกรณ์ประมวลผลแยก รวมถึงงานพัฒนารุ่นต่อไปของ Quest และโครงการ Mixed Reality อื่น ๆ ที่เลื่อนออกไปถึงปี 2027 ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าบริษัทกำลังลงทุนหนักเพื่อหาผลิตภัณฑ์ที่จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมในระยะยาว
อย่างไรก็ดี แนวโน้มขาดทุนของ Reality Labs ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะปีที่แล้วส่วนนี้ขาดทุนไปแล้ว 19.1 พันล้านดอลลาร์ และในช่วงก่อนหน้านี้ Meta ก็มีการปิดสตูดิโอ VR หลายแห่งและปลดพนักงานราว 10% ของทีม Reality Labs อีกทั้งในช่วงปี 2024, 2023 และ 2022 บริษัทก็รายงานตัวเลขขาดทุนจากธุรกิจ VR/AR อย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่อง
โดยรวมแล้ว เรื่องนี้สะท้อนความท้าทายของตลาด VR และ AR ซึ่งยังเป็นสินค้ากลุ่มเฉพาะและมีต้นทุนสูง แม้ Meta จะเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากแว่น AI แต่เส้นทางสู่การทำกำไรของ Reality Labs ยังดูห่างไกล และยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะพลิกสถานการณ์ได้ในไตรมาสถัดไป


