งาน AI ที่เซี่ยงไฮ้โชว์เล่น Black Myth: Wukong ด้วยสัญญาณสมอง
ในงาน World Artificial Intelligence Conference (WAIC) ที่เซี่ยงไฮ้ปีนี้ มีการสาธิตเทคโนโลยีสมอง–คอมพิวเตอร์อินเทอร์เฟซแบบไม่รุกล้ำ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมลองควบคุมเกม Black Myth: Wukong ด้วยสัญญาณ…

ในงาน World Artificial Intelligence Conference (WAIC) ที่เซี่ยงไฮ้ปีนี้ มีการสาธิตเทคโนโลยีสมอง–คอมพิวเตอร์อินเทอร์เฟซแบบไม่รุกล้ำ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมลองควบคุมเกม Black Myth: Wukong ด้วยสัญญาณสมองเพียงอย่างเดียว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่เคยอยู่ในโลกไซไฟกำลังขยับมาใกล้การใช้งานจริงมากขึ้น แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นก็ตาม
ผู้จัดงานระบุว่าระบบดังกล่าวใช้เวลาคาลิเบรตเพียงราว 5 นาทีต่อผู้เล่นหนึ่งคน โดยอาศัยการจับและถอดรหัสสัญญาณประสาท ก่อนแปลงเป็นคำสั่งให้เครื่องทำงาน จุดเด่นของแนวทางนี้คือเป็นแบบไม่ผ่าตัด ไม่ต้องฝังอุปกรณ์ในร่างกาย และถูกนำเสนอว่าอาจต่อยอดไปใช้ในด้านอื่นนอกเหนือจากเกม เช่น การติดตามการนอนหลับ การเตือนล่วงหน้าเมื่อมีอาการชักจากโรคลมชัก และการเฝ้าระวังระหว่างการดมยาสลบ
เทคโนโลยีที่ใช้ในเดโมนี้แตกต่างจาก BCI แบบทดลองบางชนิดที่ต้องให้ผู้ใช้จินตนาการหรือคิดถึงสิ่งเฉพาะเจาะจงเพื่อสั่งงานระบบ โดยที่งาน WAIC ใช้หลัก Steady-State Visual Evoked Potentials (SSVEP) หรือการกระตุ้นการมองเห็นด้วยเป้าหมายบนจอที่กะพริบคนละความถี่ สมองจะสร้างสัญญาณ EEG เฉพาะตอบสนองต่อรูปแบบที่เห็น จากนั้นชุดหูฟังจะอ่านสัญญาณและแปลเป็นการควบคุมในเกม
แม้จะดูน่าตื่นเต้น แต่บทความชี้ว่า BCI ลักษณะนี้ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะความหน่วงและความแม่นยำ ซึ่งทำให้การเล่นเกมที่ต้องตอบสนองเร็วอาจยังไม่สะดวกนัก อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดังกล่าวอาจมีประโยชน์มากสำหรับผู้เล่นที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวหรือผู้พิการทางร่างกาย เพราะสามารถเป็นอีกทางเลือกในการเข้าถึงเกมและการใช้งานคอมพิวเตอร์
อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาคือการใช้ภาพกะพริบบนจอ ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่มีภาวะไวต่อแสงหรือโรคลมชักจากสิ่งกระตุ้นแสงมีความเสี่ยง จึงเป็นข้อพึงระวังสำคัญเมื่อเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้งานในวงกว้าง
นอกจากเกมแล้ว ภายในงาน WAIC ยังมีการสาธิต BCI จาก BrainCo ที่ใช้ EEG headset ควบคุมแขนกลและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดยระบบจะตีความเจตนาการเคลื่อนไหวผ่าน AI แล้วแปลงเป็นคำสั่งควบคุม หัวข้อที่ผู้จัดระบุว่ากระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึง 200 มิลลิวินาที แต่ผู้เขียนมองว่า แม้จะเร็วในเชิงเทคนิค ก็ยังมีความหน่วงพอสมควรสำหรับงานที่ต้องอาศัยปฏิกิริยาแบบเรียลไทม์อย่างละเอียด
ภาพรวมของข่าวนี้จึงสะท้อนสองด้านพร้อมกัน คือความก้าวหน้าของ BCI แบบไม่รุกล้ำที่เริ่มมีเดโมใช้งานจริงในงานใหญ่ระดับนานาชาติ และข้อจำกัดที่ยังทำให้มันเป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตาในระยะยาว มากกว่าจะพร้อมแทนที่วิธีควบคุมแบบเดิมในทันที


