SK hynix และ SanDisk เปิดสเปก HBF รวมข้อดีของ HBM กับ NAND สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์
SK hynix จับมือ SanDisk เปิดตัวสเปกหน่วยความจำใหม่ชื่อ High Bandwidth Flash (HBF) ที่ตั้งใจวางตำแหน่งไว้กึ่งกลางระหว่าง HBM และ SSD โดยใช้ NAND เป็นฐานเพื่อเพิ่มความจุ แต่ยังคงเป้าหมายด้านแบนด์วิดท์…

SK hynix จับมือ SanDisk เปิดตัวสเปกหน่วยความจำใหม่ชื่อ High Bandwidth Flash (HBF) ที่ตั้งใจวางตำแหน่งไว้กึ่งกลางระหว่าง HBM และ SSD โดยใช้ NAND เป็นฐานเพื่อเพิ่มความจุ แต่ยังคงเป้าหมายด้านแบนด์วิดท์ให้ใกล้เคียงหน่วยความจำความเร็วสูงสำหรับงานดาต้าเซ็นเตอร์และ AI
แนวคิดหลักของ HBF คือการแก้ปัญหาที่อุตสาหกรรมกำลังเจอพร้อมกันสองด้าน ได้แก่ ความต้องการแบนด์วิดท์สูงและความต้องการความจุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย SK hynix ระบุว่าสเปกเริ่มต้นรองรับความจุได้สูงสุด 512 GB ซึ่งเมื่อเทียบกับ SSD ถือว่าไม่มากนัก แต่เมื่อเทียบกับ HBM แล้วถือว่ามีความจุสูงกว่ามากในระดับที่น่าสนใจสำหรับงานศูนย์ข้อมูล
ในด้านประสิทธิภาพ HBF ถูกอ้างว่ามีแบนด์วิดท์ราว 0.4–3 TB/s ซึ่งต่ำกว่าชุด HBM รุ่นบนสุดบางแบบ แต่ยังอยู่ในระดับที่สูงพอจะรองรับเวิร์กโหลดด้าน AI และระบบประมวลผลขนาดใหญ่ได้ สาระสำคัญคือการสร้างชั้นหน่วยความจำใหม่ที่เร็วกว่า SSD ทั่วไป แต่ขยายความจุได้มากกว่าหน่วยความจำ HBM แบบเดิม
จุดสำคัญอีกอย่างคือ HBF ไม่ได้ถูกปิดเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของสองบริษัท แต่เปิดเป็นมาตรฐานผ่าน Open Compute Project (OCP) ทำให้ผู้ผลิตหน่วยความจำรายอื่นสามารถนำไปพัฒนาต่อได้เช่นกัน นอกจากนี้สเปกยังใช้ UCIe เป็นอินเทอร์เฟซ ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับซีพียูและจีพียูได้หลากหลาย และมีโอกาสนำไปใช้งานในแพ็กเกจเดียวกับชิปประมวลผลหลายชนิด
การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาขาดแคลนหน่วยความจำที่ยังไม่คลี่คลาย SK hynix เคยคาดว่าความต้องการของลูกค้าจะสูงกว่ากำลังผลิตไปจนเกินปี 2030 ขณะที่ Samsung ก็เตือนว่าตลาดอาจเผชิญการขาดแคลนหนักขึ้นในช่วงปี 2027 และยืดเยื้อไปถึงปี 2028 ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำมีแนวโน้มปรับขึ้นแรงในระยะสั้น
ด้านธุรกิจ SK hynix เองยังเร่งลงทุนโรงงานชิปในเกาหลีใต้มูลค่ามากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อรองรับอุปสงค์ที่พุ่งสูง แม้ HBF ในฐานะมาตรฐานเปิดอาจไม่ได้สร้างรายได้โดยตรงให้บริษัทมากนัก แต่หากอุตสาหกรรมยอมรับและนำไปใช้จริง ก็จะเปิดทางให้ SK hynix และพันธมิตรผลิตหน่วยความจำรุ่นใหม่สำหรับตลาด AI และดาต้าเซ็นเตอร์ได้กว้างขึ้น


