กล้อง Roman ของ NASA อาจช่วยส่องหา ‘ดาวเคราะห์น้อยพิฆาตโลก’ ได้ด้วย
NASA เตรียมปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman Space Telescope ช่วงปลายเดือนสิงหาคม ภารกิจหลักของมันคือศึกษาปริศนาใหญ่ของเอกภพ ทั้งสสารมืดและพลังงานมืดที่ขับการขยายตัวของจักรวาล แต่ล่าสุดนัก…

NASA เตรียมปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman Space Telescope ช่วงปลายเดือนสิงหาคม ภารกิจหลักของมันคือศึกษาปริศนาใหญ่ของเอกภพ ทั้งสสารมืดและพลังงานมืดที่ขับการขยายตัวของจักรวาล แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า Roman ยังอาจมีบทบาทสำคัญอีกด้าน คือช่วยภารกิจป้องกันโลกจากดาวเคราะห์น้อยอันตรายได้ด้วย
จุดเด่นของ Roman คือกล้องอินฟราเรดมุมกว้างพิเศษความละเอียด 300 เมกะพิกเซล ซึ่งมองเห็นท้องฟ้าได้เป็นบริเวณกว้างมาก ราว 100 เท่าของกล้อง Hubble ทำให้มันสามารถเก็บข้อมูลวัตถุท้องฟ้าจำนวนมหาศาลในเวลาเดียวกัน ระหว่างที่สำรวจดาราจักร ดาวเคราะห์ และซูเปอร์โนวานับไม่ถ้วน ตัวกล้องจะต้องมองผ่านบริเวณในระบบสุริยะของเราเอง ซึ่งเปิดโอกาสให้ตรวจจับร่องรอยของดาวเคราะห์น้อยไปพร้อมกัน
งานวิจัยที่ทีมจากหลายสถาบันเตรียมเสนอในเวที Europlanet Science Congress ระบุว่า Roman มีศักยภาพตรวจพบดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กได้ถึงราว 60 ฟุต หรือใกล้เคียงวัตถุที่ระเบิดเหนือเมืองเชเลียบินสค์ของรัสเซียในปี 2013 ซึ่งสร้างแรงระเบิดมหาศาลและทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม Roman ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจนี้โดยตรง ซอฟต์แวร์ที่กรองภาพบางส่วนอาจต้องปรับแต่งใหม่ เพราะปกติระบบจะตัดสัญญาณที่ดูเป็นเส้นหรือสิ่งรบกวนทิ้งไป แต่บรรดานักดาราศาสตร์สามารถย้อนกลับมาคัดแยกข้อมูลเหล่านั้นเพื่อหาเบาะแสของดาวเคราะห์น้อยได้
แม้ Roman จะไม่ใช่เครื่องมือหลักด้านการค้นหาวัตถุใกล้โลก แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามันจะเป็นกำลังเสริมที่สำคัญให้กับกล้องอื่น โดยเฉพาะ James Webb Space Telescope ที่แม้จะติดตามดาวเคราะห์น้อยบางดวงได้ละเอียดมาก แต่มีขอบเขตการมองแคบกว่า Roman มาก ข้อได้เปรียบของ Roman คือสามารถสำรวจวัตถุต้องสงสัยหลายดวงได้รวดเร็ว และให้ข้อมูลอินฟราเรดที่ช่วยประเมินขนาด องค์ประกอบ และความหนาแน่นของวัตถุได้ดีขึ้น
ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับการเมืองงบประมาณของ NASA ด้วย เพราะ Roman เคยเผชิญความเสี่ยงถูกตัดงบเมื่อปีที่ผ่านมา นักวิจัยจึงเสนอให้ชี้ให้เห็นว่ากล้องนี้มีคุณค่าเกินกว่าภารกิจจักรวาลวิทยา เพราะยังช่วยปกป้องโลกจากภัยคุกคามใกล้ตัวได้ การใช้ Roman ด้าน planetary defense จึงอาจช่วยเพิ่มแรงสนับสนุนจากนักการเมืองและผู้เสียภาษี
ในภาพรวม ระบบป้องกันโลกจากดาวเคราะห์น้อยยังต้องพึ่งงานร่วมกันของหลายภารกิจ NASA และเครือข่ายกล้องภาคพื้นดินจะเป็นด่านแรกในการค้นหา ขณะที่ NEO Surveyor ซึ่งมีกำหนดปล่อยในปี 2027 ถูกออกแบบมาเพื่อค้นหาดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกโดยตรง ส่วน Roman จะเข้ามาช่วยขยายการติดตามและลดความไม่แน่นอนของวงโคจร เมื่อรวมข้อมูลจากหลายมุมมอง จะช่วยคัดกรองว่าดวงไหนเสี่ยงจริง และดวงไหนปลอดภัย
บทสรุปคือ Roman อาจไม่ได้เป็นดาวเด่นด้านการป้องกันดาวเคราะห์เหมือน NEO Surveyor แต่ด้วยมุมมองกว้างและความสามารถด้านอินฟราเรด มันอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้มนุษยชาติรู้ทันวัตถุอันตรายได้เร็วขึ้น ทั้งยังเพิ่มมูลค่าให้กับภารกิจสำรวจเอกภพในแบบที่กว้างเกินกว่าจะมองเป็นเพียงกล้องดูจักรวาลเท่านั้น


