ทำไมคนเกลียด AI แต่ยังเลิกใช้ไม่ได้
บทความตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งของยุค AI ที่ผู้คนจำนวนมากแสดงท่าทีไม่ชอบหรือไม่ไว้วางใจเทคโนโลยีนี้ แต่ในทางปฏิบัติกลับใช้งานกันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนเล่าว่าได้คุยกับซีอีโอสตาร์ตอัปที่สร้าง…

บทความตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งของยุค AI ที่ผู้คนจำนวนมากแสดงท่าทีไม่ชอบหรือไม่ไว้วางใจเทคโนโลยีนี้ แต่ในทางปฏิบัติกลับใช้งานกันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนเล่าว่าได้คุยกับซีอีโอสตาร์ตอัปที่สร้างโมเดลภาษาเพื่อให้ตอบสนองหลากหลายกว่าคู่แข่ง ซึ่งสะท้อนอารมณ์แบบ “รักก็ไม่ใช่ เกลียดก็ไม่เชิง” ที่หลายคน—including คนทำ AI เอง—กำลังรู้สึกอยู่
ประเด็นสำคัญคือทัศนคติสาธารณะต่อ AI แย่ลงชัดเจนจากหลายแบบสำรวจ ทั้งในสหรัฐฯ และระดับโลก ผู้คนจำนวนมากกังวลว่า AI จะส่งผลลบต่อชีวิตส่วนตัวและสังคม และความกังวลนี้ยิ่งเด่นในกลุ่มคนอายุน้อย ขณะเดียวกันยังมีเสียงต่อต้านโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งสะท้อนว่าความลังเลไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้งานซอฟต์แวร์ แต่ลามไปถึงผลกระทบเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการใช้งานจริงสวนทางกับความรู้สึกเชิงลบอย่างมาก แชตบอตและเครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผู้เขียนยกตัวอย่างทั้ง ChatGPT และ Gemini ที่มีฐานผู้ใช้ระดับหลายร้อยล้านถึงพันล้าน รวมถึงข้อมูลที่ชี้ว่าคนอเมริกันครึ่งหนึ่งเคยใช้แชตบอตแล้ว และผู้ใช้จำนวนไม่น้อยใช้งานทุกวัน แนวโน้มนี้เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่การใช้งานแพร่หลายมากกว่า
ผู้เขียนเสนอคำอธิบายว่า สิ่งที่หลายคน “เกลียด” อาจไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีล้วน ๆ แต่เป็นแรงผลักดันของบริษัทเทคโนโลยีที่พยายามยัดเยียด AI เข้าไปในทุกบริการ พร้อมโหมกระแสว่ามันจะเปลี่ยนเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่จนผู้คนรู้สึกถูกบังคับให้ต้องยอมรับ ความรู้สึกต่อต้านจึงอาจเป็นปฏิกิริยาต่อวิธีนำเสนอและการผลักดันของอุตสาหกรรม มากกว่าต่อความสามารถของ AI เอง
บทความยังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับยุคโซเชียลมีเดีย ซึ่งผู้ใช้จำนวนมหาศาลยังคงอยู่กับแพลตฟอร์มแม้จะมีคำวิจารณ์และความไม่พอใจเพิ่มขึ้น แต่ AI อาจต่างออกไปตรงที่ยังพอมีช่องให้ผู้บริโภคและภาครัฐต่อรองได้มากกว่า ทั้งจากแรงผลักด้านกฎระเบียบที่ทวีขึ้นในสหรัฐฯ และจากการมีทางเลือกโอเพนซอร์สและผลิตภัณฑ์คู่แข่งหลายรายในตลาด
ในภาพรวม ผู้เขียนมองว่าอนาคตของ AI ไม่ได้ถูกกำหนดตายตัวตามที่บริษัทเทคโนโลยีพยายามสื่อ และสิ่งที่ควรเกิดขึ้นต่อไปคือ AI ที่ซื่อสัตย์ต่อข้อจำกัดของตัวเอง ไม่อ้างว่าจะมาแทนที่ทุกอย่างหรือครอบงำโลก จุดยืนของบทความจึงไม่ได้ปฏิเสธ AI ทั้งหมด แต่เรียกร้องให้การพัฒนาและใช้งาน AI มีความถ่อมตัว โปร่งใส และเคารพความกังวลของสังคมมากกว่าที่เป็นอยู่
