นักวิทย์จำลองสูตรแก้วโบราณ “Lycurgus Cup” ให้เกิดสีเปลี่ยนตามแสงได้อีกครั้ง
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ประสบความสำเร็จในการสร้างประติมากรรมแก้วร่วมสมัยที่เลียนแบบคุณสมบัติทางแสงอันแปลกประหลาดของ Lycurgus Cup ภาชนะโรมันอายุกว่า 1,600 ปีซึ่งมีชื่อเสียงจากการเปลี่ยนสีตาม…

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ประสบความสำเร็จในการสร้างประติมากรรมแก้วร่วมสมัยที่เลียนแบบคุณสมบัติทางแสงอันแปลกประหลาดของ Lycurgus Cup ภาชนะโรมันอายุกว่า 1,600 ปีซึ่งมีชื่อเสียงจากการเปลี่ยนสีตามทิศทางของแสงได้ โดยเมื่อส่องไฟจากด้านหน้าแก้วจะดูเป็นสีเขียว แต่เมื่อส่องจากด้านหลังจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม คุณสมบัตินี้ทำให้ชิ้นงานดังกล่าวถูกยกให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์แห่งโลกของงานแก้ว และยังเป็นหนึ่งในภาชนะทรงตะแกรงแก้วโบราณที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ชิ้น
ความลึกลับเรื่องสีที่เปลี่ยนไปตามแสงของ Lycurgus Cup ถูกคลี่คลายได้ในปี 2007 เมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์พบว่าต้นเหตุอยู่ที่อนุภาคระดับนาโนที่ปะปนอยู่ในเนื้อแก้ว ไม่ใช่เพียงเทคนิคการทำแก้วแบบทั่วไป แต่เกิดจากการที่ช่างโรมันโบราณเติมทองคำและเงินที่บดละเอียดลงไปในส่วนผสม ระหว่างการหลอม อนุภาคโลหะขนาดเล็กมากเหล่านี้ก่อตัวขึ้นในเนื้อแก้ว และส่งผลต่อการสั่นของอิเล็กตรอนเมื่อโดนแสง ทำให้สีที่มองเห็นเปลี่ยนไปตามมุมมองและทิศทางของการส่องสว่าง
การทำซ้ำสูตรโบราณครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การสร้างงานศิลปะขึ้นใหม่ แต่ยังเป็นการยืนยันความเข้าใจด้านวัสดุศาสตร์สมัยใหม่ที่อธิบายเทคโนโลยีของช่างฝีมือยุคโรมันได้อย่างแม่นยำ นักวิจัยใช้ความรู้เรื่องอนุภาคนาโนมาผสมผสานกับกระบวนการผลิตแก้วเพื่อให้ได้เอฟเฟกต์คล้ายของต้นฉบับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้โบราณบางอย่างอาจอิงกับปรากฏการณ์ระดับจุลภาคที่คนในอดีตยังอธิบายไม่ได้
กรณีนี้ยังช่วยเชื่อมโยงงานศิลป์โบราณกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพราะปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้พบได้ในงานประเภทดากีโรไทป์ยุคศตวรรษที่ 19 และยังคล้ายกับสีเหลือบในธรรมชาติ เช่น ปีกผีเสื้อหรือโอปอล ที่เกิดจากโครงสร้างระดับจุลภาคหรือโฟโตนิกคริสตัล การจำลอง Lycurgus Cup จึงสะท้อนทั้งคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์และการประยุกต์ความรู้เรื่องนาโนวัสดุในปัจจุบัน


