อดัม ชิฟฟ์ชี้สหรัฐควรคุม AI แบบจริงจัง ไม่ใช่ฝากบริษัทตัดสินใจกันเอง
บทสนทนากับวุฒิสมาชิกอดัม ชิฟฟ์จากแคลิฟอร์เนียโฟกัสไปที่คำถามใหญ่ที่สุดในเวลานี้ว่า สหรัฐฯ ควรรับมือกับ AI และอำนาจของบิ๊กเทคอย่างไร ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่เขามองว่าปั่นป่วน เต็มไปด้วยความขัดแย้ง…

บทสนทนากับวุฒิสมาชิกอดัม ชิฟฟ์จากแคลิฟอร์เนียโฟกัสไปที่คำถามใหญ่ที่สุดในเวลานี้ว่า สหรัฐฯ ควรรับมือกับ AI และอำนาจของบิ๊กเทคอย่างไร ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่เขามองว่าปั่นป่วน เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ผลประโยชน์ทับซ้อน และการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าประโยชน์สาธารณะ ชิฟฟ์เริ่มต้นด้วยการวิจารณ์ว่ารัฐบาลทรัมป์เต็มไปด้วยความโกลาหล ตั้งแต่การสื่อสารเชิงโฆษณาชวนเชื่อไปจนถึงโครงการที่เขามองว่าเป็นวานิตี้โปรเจ็กต์ ขณะที่ประเด็นสำคัญอย่างค่าครองชีพกลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
เมื่อพูดถึง AI เขามองว่าความพยายามของทำเนียบขาวที่เชิญซีอีโอเทคโนโลยีมาลงนามคำมั่นแบบสมัครใจเรื่องความปลอดภัยของ AI ยังไม่เพียงพอ เพราะเป็นเพียงข้อตกลงเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่กรอบกำกับดูแลที่มีผลผูกพันจริง เขาเห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากพูดคนละแบบต่อหน้ารัฐบาลกับเวลาพูดต่อสาธารณะ โดยภายนอกมักยอมรับว่าจำเป็นต้องมีข้อกำกับเพิ่ม ขณะเดียวกันก็พยายามหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนผู้มีอำนาจในทำเนียบขาว ชิฟฟ์ย้ำว่าเมื่อโมเดล AI พัฒนาไปสู่ระบบที่ซับซ้อนขึ้น มนุษย์ยิ่งเข้าใจน้อยลงว่ามันตัดสินใจอย่างไร และนั่นทำให้เกิดความเสี่ยงระดับความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่แค่ความเสี่ยงเชิงธุรกิจ
เขาเชื่อว่า AI ไม่ควรถูกปล่อยไว้ในรูปแบบ “เชื่อบริษัทไปก่อน” โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับการใช้งานทางทหารและความมั่นคง ชิฟฟ์กล่าวถึงความกังวลเรื่องการนำ AI ไปใช้ที่เพนตากอน การคัดเลือกเป้าหมายโจมตี และการใช้งานอัตโนมัติด้านอาวุธหรือการสอดแนมในประเทศ เขายังอ้างถึงกรณีที่บริษัทอย่าง Anthropic พยายามยืนหยัดไม่ให้เทคโนโลยีของตนถูกใช้เพื่อการเฝ้าระวังมวลชนหรืออาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบ แต่กลับถูกกดดันจากฝ่ายบริหาร แสดงให้เห็นว่าข้อถกเถียงเรื่อง AI ไม่ได้มีแค่ความปลอดภัยเชิงเทคนิค แต่พัวพันกับอำนาจรัฐและทิศทางของนโยบายความมั่นคงด้วย
อีกแกนหนึ่งของการสัมภาษณ์คือเรื่องลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งชิฟฟ์มองว่าเป็นจุดแตกหักสำคัญของอุตสาหกรรม เขาอธิบายว่าบริษัท AI จำนวนมากนำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์จำนวนมหาศาลไปใช้ฝึกโมเดล จนเกิดคำถามว่าใครควรได้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ และเจ้าของสิทธิ์ควรมีอำนาจต่อรองเพียงใด เขาบอกว่ากำลังทำงานร่วมกับวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันเพื่อผลักดันให้บริษัท AI ต้องเปิดเผยว่าข้อมูลมีลิขสิทธิ์อะไรถูกนำไปใช้ฝึกโมเดลบ้าง ก่อนจะค่อยถกกันต่อว่าขอบเขตของ fair use ควรอยู่ตรงไหน และมีอะไรควรถูกชดเชยหรือไม่
ชิฟฟ์ยังชี้ว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน บางบริษัทมีธุรกิจหลักอยู่ที่คอนเทนต์หรือทรัพย์สินทางปัญญา ขณะที่บางบริษัทพึ่งพาเทคโนโลยีและระบบ AI เป็นหลัก จึงไม่สามารถใช้แนวทางกำกับแบบเดียวกันทั้งหมดได้ เขายกตัวอย่างว่าคลังภาพยนตร์หรือคอนเทนต์ของสตูดิโอใหญ่มีมูลค่าสูงมาก และหากถูกดึงไปใช้ฝึกโมเดลโดยไม่มีการกำกับที่เหมาะสม ก็อาจบั่นทอนคุณค่าทางเศรษฐกิจของเจ้าของผลงานอย่างรุนแรง
นอกจากลิขสิทธิ์แล้ว เขายังโยงไปถึงประเด็นการแข่งขันทางธุรกิจ ความเป็นส่วนตัว และกฎหมายกำกับเทคโนโลยีในวงกว้าง โดยตำแหน่งในคณะกรรมาธิการที่เขานั่งอยู่ทำให้เขามีบทบาทในเรื่องเหล่านี้โดยตรง สาระสำคัญของบทสนทนาคือเขาอยากเห็นกรอบกำกับ AI ที่จริงจังและมีอำนาจบังคับใช้ ไม่ใช่เพียงข้อตกลงสมัครใจหรือการปล่อยให้บริษัทตัดสินใจกันเอง ขณะเดียวกันก็เตือนว่าอุปสรรคด้านกฎหมายและการเมืองในสหรัฐฯ ทำให้การออกกฎใหม่อาจถูกฟ้องร้องและชะลอได้ง่าย โดยเฉพาะหลังศาลสูงจำกัดหลัก “Chevron deference” ซึ่งเดิมเคยเปิดทางให้หน่วยงานรัฐตีความกฎหมายเชิงเทคนิคได้กว้างขึ้น
โดยรวม ชิฟฟ์สะท้อนมุมมองว่า AI กำลังก้าวเร็วเกินกว่ากลไกกำกับเดิมจะรับมือได้ หากปล่อยให้บริษัทยักษ์ใหญ่กำหนดมาตรฐานกันเอง ความเสี่ยงจะตกกับสาธารณะ ทั้งในมิติความมั่นคง สิทธิส่วนบุคคล ลิขสิทธิ์ และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เขาจึงสนับสนุนการสร้างโครงสร้างกำกับดูแลใหม่ที่ชัดเจนกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน แม้จะยอมรับว่าการทำเช่นนั้นในสภาพการเมืองอเมริกันตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

