xAI เตรียมรื้อกังหันไฟฟ้าชั่วคราว 69 ตัวในเมมฟิส ภายใน 11 เดือนตามข้อตกลงหน่วยงานรัฐ
xAI ของอีลอน มัสก์ตกเป็นประเด็นถกเถียงทั้งด้านจริยธรรมและกฎหมายมาตลอดปี จากการติดตั้งกังหันไฟฟ้าเคลื่อนที่ 69 ตัวในพื้นที่เมมฟิสเพื่อจ่ายไฟให้ศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งถูกวิจารณ์เรื่องมลพิษ เสียงดัง และผลกระ…

xAI ของอีลอน มัสก์ตกเป็นประเด็นถกเถียงทั้งด้านจริยธรรมและกฎหมายมาตลอดปี จากการติดตั้งกังหันไฟฟ้าเคลื่อนที่ 69 ตัวในพื้นที่เมมฟิสเพื่อจ่ายไฟให้ศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งถูกวิจารณ์เรื่องมลพิษ เสียงดัง และผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ล่าสุดบริษัทระบุว่าจะทยอยรื้อถอนกังหันทั้งหมดภายใน 11 เดือน ตามข้อตกลงกับหน่วยงาน Mississippi Department of Environmental Quality
แผนของ xAI คือจะยุติการใช้กังหันชั่วคราวเหล่านี้ที่ศูนย์ใน Southaven, Mississippi ระหว่างเดือนสิงหาคม 2026 ถึงกรกฎาคม 2027 และหันไปพึ่งพาไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาด 1.2 กิกะวัตต์ที่บริษัทกำลังก่อสร้างอยู่แทน โดยโรงไฟฟ้าใหม่จะประกอบด้วยกังหันถาวร 41 ตัว ซึ่งบริษัทอ้างว่าได้รับอนุญาตภายใต้ใบอนุญาตตามกฎหมาย Clean Air Act แล้ว
ในบล็อกโพสต์ xAI พยายามเน้นว่าบริษัทใส่ใจการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และมักปรับระบบพลังงานเพื่อบรรเทาเสียงรบกวนและลดผลกระทบต่อชุมชน Southaven อย่างไรก็ตาม บทความชี้ว่า คำอธิบายเช่นนี้ฟังดูขัดกับข้อครหาก่อนหน้า โดยเฉพาะข้อกล่าวหาจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและชุมชนท้องถิ่นว่าโครงการดำเนินไปอย่างขาดความโปร่งใส ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบไม่สามารถรับรู้ข้อมูลได้อย่างเพียงพอ
อีกประเด็นที่ xAI กล่าวถึงคือการลงทุนเพิ่มอุปกรณ์ควบคุมการปล่อยมลพิษให้กับกังหันเคลื่อนที่ของ SpaceXAI ในอนาคต ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทพยายามลดแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบให้มากขึ้น แม้จะไม่ได้ลบข้อกังวลเดิมทั้งหมดก็ตาม
กรณีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเร่งขยายศูนย์ข้อมูลเพื่อไล่ตามคู่แข่ง โดยบางแห่งถึงขั้นใช้โซลูชันชั่วคราวหรือแปลกใหม่ เช่น การตั้งศูนย์ข้อมูลในเต็นท์ ขณะเดียวกัน ความต้องการหน่วยความจำและชิปที่พุ่งสูงจากการเติบโตของ AI ก็ส่งผลต่อซัพพลายเชนในวงกว้าง และทำให้ราคาแรมมีแนวโน้มตึงตัวต่อไปอีกหลายปี
แม้การยอมรื้อกังหันจะถือเป็นก้าวที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและลดความขัดแย้งกับชุมชนในระยะยาว แต่บทความมองว่า xAI ยังไม่อาจอ้างความเป็น “เพื่อนบ้านที่ดี” ได้อย่างเต็มปาก เพราะการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังแรงกดดันจากหน่วยงานรัฐและคำเตือนทางกฎหมายมากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงสมัครใจตั้งแต่ต้น


