บับส์ โอลูซันโมคุนมองตอนจบ Strange New Worlds ไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายของหมอเอ็มเบงกา
บทสัมภาษณ์นี้พูดถึงมุมมองของ บับส์ โอลูซันโมคุน ผู้รับบท ดร.โจเซฟ เอ็มเบงกา ใน Star Trek: Strange New Worlds โดยเฉพาะต่อพัฒนาการของตัวละครและการถ่ายทำซีซันสุดท้ายของซีรีส์ เขาเล่าว่าจุดที่ทำให้สนใจบท…

บทสัมภาษณ์นี้พูดถึงมุมมองของ บับส์ โอลูซันโมคุน ผู้รับบท ดร.โจเซฟ เอ็มเบงกา ใน Star Trek: Strange New Worlds โดยเฉพาะต่อพัฒนาการของตัวละครและการถ่ายทำซีซันสุดท้ายของซีรีส์ เขาเล่าว่าจุดที่ทำให้สนใจบทนี้ตั้งแต่แรกคือความเป็นสองด้านของเอ็มเบงกา—เป็นทั้งแพทย์ผู้เยียวยาและอดีตนักรบจากหน่วยพิเศษของสตาร์ฟลีต—ซึ่งทำให้ตัวละครมีมิติ ไม่ได้เป็นเพียงหมอผู้ใจดีอย่างเดียว แต่มีประวัติที่หนักหน่วงและทักษะการต่อสู้ที่ขัดแย้งกับหน้าที่หลักของตนเอง
ในตอนล่าสุด “A Case of Chiaroscuro” เอ็มเบงกาช่วยชี้ทางให้ อูฮูรา และ อูน่า ในภารกิจลับบนดาวที่ถูกคลิงออนยึดครอง โดยตอนนี้ยังขยายให้เห็นอดีตและแนวคิดของเขาเรื่องการรักษาชีวิตท่ามกลางความรุนแรง โอลูซันโมคุนบอกว่าประเด็นความซับซ้อนนี้คือเสน่ห์ของตัวละคร และเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาชอบบทมาก เพราะตัวละครแบบนี้มีทั้งแรงปะทะทางศีลธรรมและทางอารมณ์ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนดูตั้งคำถามกับการตัดสินใจของเขาได้ตลอด
บทสัมภาษณ์ยังพูดถึงฉากแอ็กชันและอดีตช่วงสงครามคลิงออนที่เคยเผยในซีซันก่อน ๆ รวมถึงการใช้ Protocol 12 ยาที่เปลี่ยนเอ็มเบงกาและแชเปิลให้กลายเป็นนักสู้ชั่วคราว นักแสดงมองว่าช่วงเวลาเหล่านี้ช่วยขยายความเข้าใจว่าทำไมตัวละครที่เป็นหมอถึงมีด้านโหดร้ายซ่อนอยู่ และยังสะท้อนแนวคิดว่าอดีตของเขาไม่ได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังง่าย ๆ แต่ยังตามหลอกหลอนและกำหนดตัวตนในปัจจุบัน
อีกประเด็นสำคัญคือการถ่ายทำตอนที่มีโทนฟิล์มนัวร์บนดาว Mat’aar XII ซึ่งต้องใช้ฉากจริงจำนวนมากและงานออกแบบฉากที่ละเอียด โอลูซันโมคุนชื่นชมทีมโปรดักชันอย่างมาก เพราะการมีบาร์ คาเฟ่ เฟอร์นิเจอร์ แสง และองค์ประกอบทางกายภาพจริง ๆ ช่วยให้นักแสดงเชื่อมกับโลกสมมุติได้ดีกว่าการพึ่งจอภาพพื้นหลังเพียงอย่างเดียว เขาย้ำว่าซีรีส์นี้โดดเด่นตรงที่ใช้ฉากจริงผสานกับ AR wall อย่างมีประสิทธิภาพ จนไม่ให้ความรู้สึกเหมือนถ่ายหน้าจอเขียวแบบงานบางยุคสมัย
ช่วงท้ายของบทความหันไปพูดถึงการปิดฉากของ Strange New Worlds ซีซันที่ 5 ซึ่งถ่ายทำเสร็จแล้วและเป็นซีซันสุดท้ายของทีมชุดนี้ โอลูซันโมคุนยอมรับว่ามันเป็นช่วงเวลาประหลาดและรวดเร็ว เพราะเป็นการเดินทางห้าปีที่เริ่มในช่วงโควิดและดำเนินผ่านทั้งการหยุดงานของวงการบันเทิง แต่เขามองว่าการทำงานร่วมกันในสภาวะยากลำบากทำให้ซีรีส์ยิ่งมีความหมาย และเป็นประสบการณ์ที่เขาขอบคุณอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม สำหรับบทสรุปของดร.เอ็มเบงกา เขาไม่ต้องการมองมันในเชิง “ตอนจบถาวร” โดยอธิบายว่าเขามองตัวละครนี้เหมือนคนที่ยังมีชีวิตและยังเดินหน้าหาทางของตัวเองต่อไป แม้ซีรีส์จะจบลง เขาก็ยังไม่รู้สึกว่ามันคือจุดสิ้นสุดของตัวละครในแบบที่ตายตัว มุมมองนี้สะท้อนท่าทีของซีรีส์ที่พยายามเปิดพื้นที่ให้ตัวละครมีอนาคตและเรื่องราวต่อเนื่อง มากกว่าจะปิดฉากแบบเด็ดขาด


