เครือข่ายช่วยเด็กและเยาวชนรับมือ “ภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต”
บทความเล่าเรื่องของพิม ซัลลิแวน-เทย์ลอร์ เด็กหญิงที่เติบโตมากับภาพธรรมชาติที่ถูกทำลายจากการทำเหมืองในภาคใต้ของไทย และประสบความรู้สึกว่ามนุษย์กำลังเปลี่ยนโลกไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ความตระหนักนั้นติดตัว…

บทความเล่าเรื่องของพิม ซัลลิแวน-เทย์ลอร์ เด็กหญิงที่เติบโตมากับภาพธรรมชาติที่ถูกทำลายจากการทำเหมืองในภาคใต้ของไทย และประสบความรู้สึกว่ามนุษย์กำลังเปลี่ยนโลกไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ความตระหนักนั้นติดตัวเธอมาตลอดเมื่อย้ายไปอยู่สหราชอาณาจักร และแม้เธอจะเข้าร่วมกิจกรรมด้านความยั่งยืนที่โรงเรียน แต่ก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยวและหมดแรงเพราะต้องสู้เพียงลำพัง
ต่อมาเธอพบโครงการ Force of Nature ซึ่งในปี 2021 ได้เปิดกลุ่มออนไลน์ลักษณะคล้ายการบำบัดกลุ่มสำหรับเด็กและคนหนุ่มสาวที่กังวลเรื่องสภาพภูมิอากาศ การได้เจอผู้เข้าร่วมจากหลายประเทศทำให้เธอรู้ว่าไม่ได้มีเพียงตัวเองที่กำลังแบกความกลัวเหล่านี้อยู่ และช่วยเปลี่ยนความรู้สึกแยกตัวให้กลายเป็นแรงผลักดันบางอย่างได้
MIT Technology Review ใช้เรื่องของเธอเป็นจุดตั้งต้นเพื่ออธิบายว่า ความกังวลของคนรุ่นใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาวะโลกร้อนอีกต่อไป แต่ครอบคลุมวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่โรคระบาด สงคราม ความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์ ค่าครองชีพสูง ความไม่มั่นคงด้านงาน ไปจนถึงความกลัวว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงาน และการรับข้อมูลเชิงลบตลอดเวลาผ่านโซเชียลมีเดียและสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่แบ่งขั้ว ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกอธิบายว่าเป็นภาวะ “polycrisis” หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต
ผู้เขียนชี้ว่าเครือข่ายออนไลน์ลักษณะนี้เริ่มมีมากขึ้น และดึงดูดผู้เข้าร่วมจำนวนมาก เพราะพยายามตอบโจทย์สุขภาพจิตของเยาวชนในยุคที่อัตราโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวลสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ดี หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประสิทธิผลของโปรแกรมเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น นักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานบางส่วนจึงเรียกร้องให้มีการประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อให้โรงเรียน ผู้ปกครอง และตัวเด็กเองเลือกลงทุนกับวิธีช่วยเหลือที่ได้ผลจริง
บทความยังทบทวนงานวิจัยด้าน eco-anxiety หรือความวิตกกังวลจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งนักจิตวิทยามองว่าไม่ได้เป็นแค่ “ความกลัวอนาคต” แต่คล้ายความโศกเศร้าต่อสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว หลายงานศึกษาพบว่าเด็กและเยาวชนจำนวนมากรู้สึกว่ามนุษยชาติกำลังเดินไปสู่หายนะ และผลกระทบนี้เริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน
เมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อน ความกังวลเรื่องโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงหลายชั้นอาจไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว แต่บริบทปัจจุบันดูหนักหน่วงและซับซ้อนกว่าเดิมมาก งานวิจัยและบทวิเคราะห์ในยุคสงครามเย็นเคยสะท้อนความหวาดกลัวต่อภัยนิวเคลียร์มาแล้ว ทว่าหลายการศึกษาชี้ว่าเยาวชนปัจจุบันรู้สึกสิ้นหวังมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองว่าผู้ใหญ่และผู้นำในสังคมไม่สามารถปกป้องอนาคตของพวกเขาได้
ข้อสรุปสำคัญของบทความคือ เด็กและวัยรุ่นไม่ได้ต้องการแค่ข้อมูลหรือคำปลอบใจ แต่ต้องการพื้นที่ที่ยอมรับความกลัวของพวกเขาและช่วยแปลงความกังวลให้เป็นการลงมือทำ ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่จำเป็นต้องรับผิดชอบมากขึ้นทั้งในเชิงนโยบายและการดูแลด้านจิตใจ เพราะการรับมือกับ “polycrisis” ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีหรือสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของสุขภาวะคนรุ่นที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับอนาคตที่ยังไม่แน่นอนนี้


