อดีตหัวหน้า AI ของ Take-Two กลับมาสงสัยพลังของ AI เชิงสร้างสรรค์
ดิคเกน อดีตหัวหน้าด้าน AI ของ Take-Two Interactive ซึ่งเคยดูแลงาน AI ในช่วงที่กระแส generative AI และ LLM ยังเพิ่งเริ่มต้น กลายเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของคนในอุตสาหกรรมเกมที่มองเทคโนโลยีนี้ด้วยความ…

ดิคเกน อดีตหัวหน้าด้าน AI ของ Take-Two Interactive ซึ่งเคยดูแลงาน AI ในช่วงที่กระแส generative AI และ LLM ยังเพิ่งเริ่มต้น กลายเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของคนในอุตสาหกรรมเกมที่มองเทคโนโลยีนี้ด้วยความระมัดระวังมากกว่าความตื่นเต้น เขายังเชื่อว่า AI มีประโยชน์ในบางจุด แต่ไม่เห็นด้วยกับการมองว่ามันจะเข้ามาเปลี่ยนอุตสาหกรรมเกมแบบพลิกโฉมทุกอย่างอย่างที่หลายบริษัทพยายามขายฝัน
มุมมองหนึ่งที่เขาย้ำคือปฏิกิริยาของทั้งนักพัฒนาและผู้เล่นต่อคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI มักสะท้อนความรู้สึกว่าเป็นการลดทอนเจตนาของผู้สร้าง โดยเฉพาะในงานที่ต้องอาศัยการกำกับอย่างใกล้ชิดอย่างเกม ขณะเดียวกันเขาเห็นว่ากระแสต่อต้าน AI ในโลกตะวันตกอาจชัดกว่าบางภูมิภาค แต่ก็ยังยากจะสรุปว่าความเห็นบนอินเทอร์เน็ตเป็นภาพแทนผู้เล่นส่วนใหญ่ได้จริงหรือไม่
ในแง่การพัฒนาเกม ดิคเกนชี้ว่าการเพิ่มตัวเลือกหรือเพิ่มบทสนทนาแบบไม่มีขอบเขตไม่ได้ทำให้เกมดีขึ้นเสมอไป เพราะเกมคือประสบการณ์ที่ถูกคัดสรรอย่างตั้งใจ การมีตัวเลือกเยอะขึ้นอาจทำให้ระบบยุ่งยากแต่ไม่ได้ช่วยให้ผู้เล่นไปถึงเป้าหมายของเกมได้ดีขึ้นเสมอ เขาจึงมองว่า AI ไม่ควรถูกใช้เพียงเพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อหาแบบไร้ทิศทาง
เขายังตั้งข้อสงสัยต่อคำกล่าวอ้างเรื่องผลิตภาพ โดยเฉพาะในงานเขียนโค้ดที่หลายคนอ้างว่าเครื่องมืออย่าง Claude Code ทำให้ทีมวิศวกรรมทำงานเร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด ดิคเกนมองว่าความเห็นส่วนตัวของคนใช้เครื่องมืออาจไม่น่าเชื่อถือพอ จำเป็นต้องมีการวัดผลอย่างเป็นระบบ แต่ในความเป็นจริงแทบไม่มีใครอยากเสียเวลาทำเคสสตัดดี้จริงจัง หากเชื่อว่าเทคโนโลยีมันได้ผลอยู่แล้ว
ประเด็นที่เขาวิพากษ์แรงที่สุดคือวัฒนธรรมแบบ “เชื่อไว้ก่อน” หรือ AI evangelism ที่อ้างว่าเครื่องมือนี้คืออนาคตและเป็นเหมือนขุมทรัพย์ล้ำค่า เขาเปรียบเทียบว่าหากสิ่งเหล่านี้มีคุณค่ามหาศาลจริง ผู้ขายคงไม่รีบออกมาสาธยายสรรพคุณต่อสาธารณะ แต่จะเก็บไว้เป็นความลับทางธุรกิจเสียมากกว่า มุมมองนี้สะท้อนความระแวงต่อการตลาดที่พยายามขาย AI ราวกับเป็นทองคำในยุคตื่นทอง
อีกความกังวลหนึ่งคือความเสี่ยงด้านต้นทุนและการล็อกอินกับผู้ให้บริการ เมื่อบริษัทนำ AI ไปฝังในกระบวนการผลิตลึก ๆ ก็อาจกลายเป็นการพึ่งพาแพลตฟอร์มหรือโมเดลภายนอกที่ปรับขึ้นราคาได้ในอนาคต เขาเตือนว่าสถานการณ์นี้คล้ายกับความวุ่นวายที่อุตสาหกรรมเคยเจอจากการปรับราคาเครื่องมือกลางทาง เช่นกรณี Unity ที่สร้างแรงกระเพื่อมหนักในวงการเกม
แม้จะมองอย่างระวัง ดิคเกนก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า AI จะไม่เหลือบทบาทใด ๆ ในอนาคต เขาคาดว่าอุตสาหกรรมเกมจะมีการปรับตัวและนำเครื่องมือ AI บางส่วนมาใช้ได้จริง แต่ไม่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับล้างกระดานในทันที คล้ายกับครั้งที่วงการต้องปรับตัวกับเครื่องมือ 3D อย่าง Maya มากกว่าจะเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ เขายังย้ำว่าการใช้ AI ต้องสอดคล้องกับแกนหลักของเกม ไม่ใช่ยัดเทคโนโลยีลงไปเพียงเพื่อเอาใจนักลงทุนหรือทำตัวเลขไตรมาสให้สวยขึ้น


