กิเยร์โม เดล โตโรชี้ เวสลีย์ สไนปส์คือต้นแบบสำคัญของ Blade และยกย่องภาคเก่าช่วยเปลี่ยนหนังซูเปอร์ฮีโร่
กิเยร์โม เดล โตโร ผู้กำกับ Blade 2 ให้สัมภาษณ์ในรายการ IGN30 Icons โดยพูดถึงเหตุผลที่เขาเชื่อว่าหนัง Blade เวอร์ชันรีบูตของ Marvel Studios ที่วางตัวมหัชราลา อาลี ไม่สามารถเดินหน้าจนถูกยกเลิกได้ พร้อม…

กิเยร์โม เดล โตโร ผู้กำกับ Blade 2 ให้สัมภาษณ์ในรายการ IGN30 Icons โดยพูดถึงเหตุผลที่เขาเชื่อว่าหนัง Blade เวอร์ชันรีบูตของ Marvel Studios ที่วางตัวมหัชราลา อาลี ไม่สามารถเดินหน้าจนถูกยกเลิกได้ พร้อมชี้ว่าความสำเร็จและเอกลักษณ์ของตัวละคร Blade ในอดีตผูกกับเสน่ห์ของ เวสลีย์ สไนปส์ อย่างแยกไม่ออก
เดล โตโรเล่าว่า เขามองว่าส่วนใหญ่ของ “ความเป็น Blade” มาจากสไนปส์ เพราะทุกครั้งที่นักแสดงคนนี้ยืนอยู่หน้ากล้องก็ให้ภาพของ “ดาราหนัง” ที่มีพลังชัดเจน เขายกตัวอย่างว่าตอนออกแบบอาวุธให้ Blade สไนปส์ปฏิเสธแนวคิดที่ทำให้อุปกรณ์ดูเยอะเกินไป โดยให้เหตุผลว่าตัว Blade เองต่างหากคืออาวุธหลักของเรื่อง ไม่ใช่ของเล่นหรือเครื่องมือเสริมแบบฮีโร่สายเทคโนโลยี ซึ่งเดล โตโรมองว่านี่สะท้อนความเข้าใจตัวละครอย่างลึกซึ้ง
ผู้กำกับยังพูดติดตลกว่าสไนปส์อาจเป็น “100%” ของ Blade ในเชิงบุคลิกภาพบนจอ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งคือฝีมือของผู้กำกับในการเล่าเรื่องและวางภาพ เขาอธิบายว่าตนศึกษาฟุตเทจและวิธีการถ่ายทำของ Blade ภาคแรกอย่างละเอียดก่อนทำ Blade 2 เพื่อหาทางต่อยอดในสไตล์ของตัวเอง โดยยกตัวอย่างงานถ่ายทำที่ใช้กล้องหลายตัวและจัดจังหวะคัตอย่างซับซ้อนราวกับการออกแบบท่าเต้น
เดล โตโรย้ำด้วยว่า Blade ภาคแรกของสตีฟ นอร์ริงตันมีความสำคัญมากต่อวงการ เพราะเป็นหนังที่ทำให้ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่มีโทนดิบ เท่ และมีความคมกว่าหนังแนวนี้ในยุคก่อนหน้า เขามองว่าก่อนหน้านั้นหนังคอมิกมักอยู่ในสองขั้วคือความสะอาดและสดใสแบบ Superman หรือความประหลาดล้ำสไตล์ Batman ของทิม เบอร์ตัน แต่ Blade ช่วยเปิดทางให้หนังซูเปอร์ฮีโร่มีความเข้มและจริงจังมากขึ้น จนกลายเป็นอิทธิพลต่อผลงานรุ่นหลังจำนวนมาก
ในอีกด้านหนึ่ง เดล โตโรเล่าถึงเบื้องหลังการทำ Blade 2 ว่าเป็นหนึ่งในงานกำกับที่สนุกที่สุดของเขา แม้จะมีช่วงที่ใช้เครื่องดื่มชูกำลังเป็นจำนวนมหาศาลจนเรียกงานนั้นแบบขำๆ ว่าเหมือน “หนังที่เสพคาเฟอีนหนัก” เขาบอกว่าตอนนั้นไม่รู้วิธีดื่ม Red Bull อย่างเหมาะสม และเคยดื่มมากถึงวันละหลายสิบกระป๋อง ซึ่งสะท้อนความเข้มข้นของกองถ่ายและจังหวะการทำงานที่รวดเร็วมาก
บทความยังเชื่อมไปถึงสถานการณ์ของ Blade ฉบับใหม่ที่ Marvel เคยประกาศตั้งแต่ปี 2019 แต่ประสบปัญหาล่าช้าและท้ายที่สุดถูกยกเลิก ขณะเดียวกันมาฮ์ชาลา อาลี ซึ่งฝึกต่อสู้มาหลายปีเพื่อรับบทนี้ก็แสดงความผิดหวังอย่างชัดเจน ด้านเควิน ไฟกี หัวหน้า Marvel Studios เคยยอมรับว่าล้มเหลวกับโปรเจ็กต์นี้ และตัวอาลีก็เห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าว
ภาพรวมของบทสัมภาษณ์จึงตอกย้ำว่า Blade ในยุคเวสลีย์ สไนปส์ถูกมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของหนังซูเปอร์ฮีโร่สายดาร์ก และยังเป็นตัวอย่างว่าความสำเร็จของตัวละครหนึ่งๆ ไม่ได้มาจากแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกนักแสดง การตีความตัวละคร และวิสัยทัศน์ของผู้กำกับที่สอดประสานกันอย่างลงตัว


