คาดการ์ดจอในจีนจะแพงขึ้นอีก หลังผู้ผลิตปรับราคาตามต้นทุนและกำลังผลิตที่ไหลไปหา AI
รายงานจากสื่อสายเทคฯ ระบุว่าราคาการ์ดจอในจีนมีแนวโน้มปรับขึ้นอีกครั้งภายในปลายเดือนนี้ โดยผลกระทบอาจลามไปถึงราคาจำหน่ายในตลาดโลกของทั้งฝั่ง Nvidia และ AMD ด้วย สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านต้นทุนชิ้น…

รายงานจากสื่อสายเทคฯ ระบุว่าราคาการ์ดจอในจีนมีแนวโน้มปรับขึ้นอีกครั้งภายในปลายเดือนนี้ โดยผลกระทบอาจลามไปถึงราคาจำหน่ายในตลาดโลกของทั้งฝั่ง Nvidia และ AMD ด้วย สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านต้นทุนชิ้นส่วน โดยเฉพาะปัญหาซัพพลายหน่วยความจำที่ยังตึงตัว และการปรับกลยุทธ์การผลิตของผู้ผลิตชิปที่หันทรัพยากรจำนวนมากไปสนับสนุนตลาด AI ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ในจีน Asus ถูกระบุว่ากำลังเตรียมขึ้นราคา RTX 5070 ราว 150-300 หยวน ขณะที่ Gigabyte ได้ปรับราคา RTX 5060 Ti 16GB ขึ้นไปแล้วประมาณ 200 หยวน ด้าน AMD ก็มีการขึ้นราคาการ์ดจอหลายรุ่น เช่น RX 9070 XT เพิ่มราว 200 หยวน, RX 9060 XT ทั้งรุ่น 16GB และ 8GB เพิ่มได้สูงสุด 250 หยวน และ RX 7650 GRE เพิ่มถึง 400 หยวน นอกจากนี้ก่อนหน้านี้ยังมีรายงานว่า AMD ขยับราคาชุดขายร่วมกับพาร์ตเนอร์ด้าน GPU และ VRAM อีก 10%
บทความชี้ว่าปัญหาซัพพลายหน่วยความจำเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาการ์ดจอขยับขึ้น ขณะเดียวกัน Nvidia เองก็ลดสัดส่วนการผลิตการ์ดจอเกมมิงลงมาสักพักแล้ว โดยล่าสุดมีรายงานว่าปรับลดคาดการณ์การส่งมอบลงราว 15%-20% ซึ่งยิ่งทำให้สินค้ากลุ่ม GeForce มีโอกาสขาดตลาดและราคาสูงขึ้นตามแรงกดดันอุปสงค์-อุปทาน
อีกมุมหนึ่งคือการโยกกำลังผลิตไปสู่สินค้าในกลุ่ม AI และงานระดับมืออาชีพมากขึ้น เพราะตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ของ Nvidia ทำรายได้มหาศาล และสินค้าระดับองค์กรมีมาร์จินสูงกว่าการ์ดจอสำหรับผู้บริโภคทั่วไป แหล่งข่าวในเยอรมนียังอ้างว่า Nvidia ไม่ได้ลดการผลิตชิป Blackwell รุ่น 4nm โดยตรง แต่กำลังจัดสรรสต็อกไปยังเซกเมนต์มืออาชีพมากกว่า ทำให้ชิปเหล่านี้เหลือน้อยลงสำหรับการ์ด GeForce รุ่นใหม่
ภาพรวมของสถานการณ์จึงสะท้อนว่า ราคาการ์ดจอสำหรับผู้เล่นเกมยังถูกกดดันทั้งจากต้นทุนและการจัดลำดับความสำคัญของผู้ผลิตที่หันไปไล่ตลาด AI ก่อน ผู้ใช้ทั่วไปจึงมีแนวโน้มต้องเผชิญกับสินค้าที่แพงขึ้นและหาได้ยากขึ้นต่อไปในระยะใกล้ แม้ผู้ผลิตจะมองว่านี่คือทางเลือกที่เหมาะสมทางธุรกิจในสภาพตลาดฮาร์ดแวร์ที่ผันผวนมากก็ตาม

