หุ้นชิป-เอไอร่วงหนัก มูลค่าหายกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลฟองสบู่
หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ปรับตัวลงแรงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเอไอและหน่วยความจำ ซึ่งสะท้อนแรงขายที่กวาดไปทั่วตลาดมากกว่าการอ่อนตัวของหุ้นรายตัวเพียง…

หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ปรับตัวลงแรงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเอไอและหน่วยความจำ ซึ่งสะท้อนแรงขายที่กวาดไปทั่วตลาดมากกว่าการอ่อนตัวของหุ้นรายตัวเพียงไม่กี่ตัว รายงานระบุว่า Nvidia ลดลงราว 8% ในรอบ 5 วัน ขณะที่ AMD ร่วงประมาณ 13% และ Intel ลดลงเกือบ 15% ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
เมื่อมองภาพรวมกว้างขึ้น CNBC ประเมินว่าบริษัทชั้นนำในกลุ่มเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ประมาณ 20 ราย สูญมูลค่าตลาดรวมกันไปมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์จากการเทขายของนักลงทุน แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฝั่งสหรัฐฯ แต่ยังลามไปถึงเอเชีย โดย Samsung Electronics ลดลงเกือบ 20%, SK hynix ลดลง 18% และ Micron ร่วงมากกว่า 15% ในช่วง 5 วันเช่นกัน
หนึ่งในปัจจัยที่ถูกจับตาคือความกังวลว่าภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำอาจไม่ได้ยืดเยื้อตามที่ตลาดเคยคาด และอาจกลับไปสู่ภาวะล้นตลาดได้ในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อผู้ผลิตหลายรายเร่งขยายกำลังการผลิตอยู่แล้ว รวมถึงโรงงานรุ่นใหม่ของ TSMC ในรัฐแอริโซนาที่ถูกจองเต็มก่อนเริ่มเดินเครื่องจริงเสียอีก
อีกแรงกดดันมาจากการแข่งขันของผู้ผลิตจีน โดยเฉพาะ CXMT ที่กำลังขยายศักยภาพด้าน DRAM อย่างต่อเนื่อง รายงานชี้ว่าบริษัทนี้สะสมเครื่องจักร DUV จากตะวันตกไว้จำนวนมาก และอาจมีขีดความสามารถด้านการผลิตใกล้เคียง Micron ภายในปีนี้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าบริษัทอ้างถึงความสำเร็จด้านสถาปัตยกรรมชิปแบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของหน่วยความจำได้มากขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้ภูมิทัศน์การแข่งขันซับซ้อนขึ้น
ด้านผู้บริหารระดับสูงของ Intel และ Broadcom ยังเตือนว่า อุปสรรคสำคัญของอุตสาหกรรมเอไออาจไม่ได้อยู่ที่การหาเมมโมรีหรือไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นเรื่องเงินทุนและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจากดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ความคุ้มค่าของการลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานเอไอดูตึงตัวขึ้น
อย่างไรก็ดี บทความมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าฟองสบู่เอไอแตกแล้วจริง ๆ เพราะความต้องการประมวลผลด้านเอไอยังคงแข็งแกร่ง นักวิเคราะห์อย่าง Dan Ives จาก Yorkville Ives ระบุว่าตัวแปรสำคัญที่จะเปลี่ยนมุมมองของตลาดคือสัญญาณความต้องการใช้งาน ไม่ใช่เพียงทิศทางอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น สรุปแล้ว แม้ราคาหุ้นกลุ่มนี้จะถูกกดดันหนัก แต่บิ๊กเทคยังไม่น่าหยุดลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ในเร็ววัน และตลาดเอไออาจยังมีโอกาสฟื้นตัวได้อีกหากความต้องการใช้งานยังเดินหน้าต่อไป

