สหรัฐฯ เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานฟอสซิล ขณะดีมานด์ไฟพุ่งจากดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงาน
รายงานใหม่ชี้ว่า สหรัฐฯ กำลังเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานฟอสซิลมากที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ในขณะที่การเติบโตของพลังงานหมุนเวียนเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพรวมนี้สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางของระบบ…

รายงานใหม่ชี้ว่า สหรัฐฯ กำลังเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานฟอสซิลมากที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ในขณะที่การเติบโตของพลังงานหมุนเวียนเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพรวมนี้สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางของระบบพลังงานอเมริกันในช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ากำลังเพิ่มสูงขึ้นเร็วผิดปกติ
แรงกดดันด้านอุปสงค์ไฟฟ้ามาจากหลายแหล่งพร้อมกัน โดยเฉพาะการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงานอุตสาหกรรม และรถยนต์ไฟฟ้าที่เชื่อมเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้สหรัฐฯ ต้องเร่งหากำลังผลิตและโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเติบโตของดีมานด์ที่สูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษตามที่รายงานระบุ
อย่างไรก็ตาม รายงานสะท้อนว่า นโยบายของรัฐบาลทรัมป์กลับพยายามจำกัดการขยายตัวของลมและโซลาร์ พร้อมผลักดันเชื้อเพลิงฟอสซิลให้กลับมาเป็นแกนหลักของระบบพลังงานมากขึ้น ท่าทีดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อทิศทางการลงทุน การออกใบอนุญาต และความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
รายงานที่จัดทำโดย Environmental Defense Fund ร่วมกับ Atlas Public Policy ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเชิงนโยบาย แต่กำลังสะท้อนผ่านการก่อสร้างจริงในภาคพลังงาน หากโครงการก๊าซที่อยู่ในแผนเดินหน้าต่อไปตามที่คาดไว้ สัดส่วนโครงสร้างพื้นฐานฟอสซิลของประเทศจะยิ่งขยายตัวมากขึ้น และอาจล็อกระบบไฟฟ้าให้พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปอีกหลายปี
สำหรับวงการเทคโนโลยีและธุรกิจดิจิทัล ประเด็นนี้มีความสำคัญเพราะการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ต้องพึ่งพาไฟฟ้าปริมาณมหาศาล หากกริดไฟฟ้าถูกผลักกลับไปสู่ฟอสซิลมากขึ้น ก็อาจกระทบทั้งต้นทุนพลังงาน เป้าหมายด้านคาร์บอน และความมั่นคงของซัพพลายไฟฟ้าในระยะยาว


