เพนตากอนขอทุ่มงบพัฒนาเครื่องจับโกหกยุค AI
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) เสนอใช้งบประมาณ 30.3 ล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปีเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับการโกหกแบบใหม่ ภายใต้โครงการชื่อ Polygraph+ หรือ Polygraph Next โดยตั้งเป้า “ยกระดับ” ระบบประเมิน…

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) เสนอใช้งบประมาณ 30.3 ล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปีเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับการโกหกแบบใหม่ ภายใต้โครงการชื่อ Polygraph+ หรือ Polygraph Next โดยตั้งเป้า “ยกระดับ” ระบบประเมินความน่าเชื่อถือของบุคคลให้แม่นยำและเชื่อถือได้มากขึ้น แนวทางหลักจะใช้คะแนนประเมินจากอัลกอริทึมที่อาศัยปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิง ร่วมกับเทคนิค “standoff sensing” ที่พยายามอ่านสัญญาณทางสรีรวิทยาจากระยะไกลโดยไม่ต้องติดอุปกรณ์กับตัวผู้ถูกทดสอบ
โครงการนี้ยังต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส และจะอยู่ภายใต้การดูแลของ Defense Counterintelligence and Security Agency (DCSA) ซึ่งมีบทบาทด้านการตรวจสอบประวัติบุคลากรของรัฐบาลกลาง เป้าหมายการใช้งานครอบคลุมทั้งการคัดกรองผู้สมัครงานและการตรวจจับภัยจากคนในองค์กร โดยรายละเอียดเทคโนโลยีที่เลือกใช้ยังไม่ชัดเจน และหน่วยงานก็ยังไม่เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม
การผลักดันครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กระทรวงกลาโหมเผชิญแรงกดดันจากปัญหาข่าวรั่วและความตึงเครียดภายใน โดยมีรายงานว่ารัฐมนตรีกลาโหม Pete Hegseth ใช้การตรวจจับโกหกมากขึ้นเพื่อตามหาต้นตอการรั่วไหลต่อสื่อ รวมถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงจำนวนมากถูกเรียกตรวจโพลีกราฟหลังมีข่าวเรื่องคลังอาวุธสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่านลดลง
บทความชี้ว่าแนวคิด “โพลีกราฟยุคใหม่” นี้ยังอาจซ้ำรอยความพยายามในอดีตที่ล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง แม้สหรัฐฯ จะใช้โพลีกราฟนับหมื่นครั้งต่อปีในการคัดกรองบุคลากร แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนความแม่นยำกลับอ่อนมาก รายงานของสถาบันและหน่วยงานวิจัยของสหรัฐฯ ในอดีตต่างสะท้อนว่าโพลีกราฟมีข้อจำกัดสูง และผลสอบก็แทบไม่ถูกยอมรับในศาล
ผู้เชี่ยวชาญที่ถูกอ้างถึงในบทความย้ำว่า ปัญหาใหญ่คือการตีความข้อมูลยังขึ้นกับผู้ตรวจ และความแม่นยำสามารถเปลี่ยนไปตามบริบท ผู้เข้าสอบบางคนยังสามารถใช้เทคนิคตอบโต้เพื่อหลอกระบบได้ นอกจากนี้ มีความกังวลว่าคนจากกลุ่มชนกลุ่มน้อยอาจถูกมองว่า “น่าสงสัย” มากกว่าเมื่อประเมินจากสัญญาณทางกายภาพเดียวกัน ทำให้ระบบเช่นนี้เสี่ยงต่ออคติและการกล่าวหาผิด
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้สนับสนุนแนวคิดเชื่อว่า AI อาจช่วยค้นหารูปแบบในข้อมูลที่มนุษย์มองไม่เห็น และการรวมสัญญาณหลายแบบเข้าด้วยกัน—เช่น ชีพจร การหายใจ อุณหภูมิผิวหน้า การเคลื่อนไหวของศีรษะ หรือแม้แต่การติดตามดวงตาและเสียง—อาจสร้างคะแนนประเมินที่ยากต่อการ “เล่นเกม” มากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านกฎหมายและพฤติกรรมที่วิจารณ์โครงการนี้เห็นว่า การเอา AI ไปประกบกับเทคโนโลยีที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ อาจเป็น “การเพิ่มความไม่แน่นอนบนพื้นฐานที่ไม่น่าเชื่อถือ” มากกว่าจะทำให้แม่นยำขึ้นจริง
บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงแผนพัฒนาเครื่องมือใหม่ของกองทัพสหรัฐฯ แต่สะท้อนคำถามใหญ่เกี่ยวกับขีดจำกัดของ AI ในงานตัดสินความจริงของมนุษย์ หากไม่มีหลักฐานรองรับที่ชัดเจน เทคโนโลยีจับโกหกยุคใหม่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดัน สร้างความหวาดกลัว หรือบีบให้สารภาพ มากกว่าจะเป็นระบบวัดความจริงที่น่าเชื่อถือได้จริง

