ญี่ปุ่นเตือนสหรัฐฯ หยุดใช้มาริโอ โปเกมอน และนารูโตะในมีมทางการ
รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติการนำตัวละครและแฟรนไชส์ชื่อดังของญี่ปุ่น เช่น Mario, Pokémon และ Naruto ไปใช้ในโพสต์มีมหรือวิดีโอทางการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ หลังพบว่าบัญชีโซ…

รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติการนำตัวละครและแฟรนไชส์ชื่อดังของญี่ปุ่น เช่น Mario, Pokémon และ Naruto ไปใช้ในโพสต์มีมหรือวิดีโอทางการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ หลังพบว่าบัญชีโซเชียลของหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ รวมถึงทำเนียบขาว มีการใช้ภาพและคลิปจากเกมและอนิเมะยอดนิยมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงปีที่ผ่านมา
กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นระบุว่าการนำผลงานมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อทำในนามหน่วยงานรัฐ และได้ส่งคำร้องดังกล่าวผ่านช่องทางการทูตหลายครั้ง ตั้งแต่ต้นปีถึงช่วงเดือนมิถุนายน เพื่อขอให้สหรัฐฯ คำนึงถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับภาพลักษณ์และคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญาญี่ปุ่น หากถูกนำไปผูกกับเนื้อหาการเมืองหรือเนื้อหาสนับสนุนสงคราม
ประเด็นนี้ปะทุขึ้นเป็นระยะจากโพสต์ของฝั่งสหรัฐฯ เช่น คลิปจากหน่วยงานความมั่นคงมาตุภูมิที่นำโปเกมอนมาใส่ประกอบภาพปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมือง หรือโพสต์จากทำเนียบขาวที่ผสมภาพเกม Wii Sports กับภาพทหาร รวมถึงวิดีโอแนวเชิดชูสงครามที่ใช้ภาพจากหลายแฟรนไชส์ดังอย่าง Halo, Dragon Ball และ Yu-Gi-Oh! ทำให้ทั้งเจ้าของสิทธิ์ ศิลปินพากย์เสียง และบัญชีทางการที่เกี่ยวข้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้งานโดยไม่ขออนุญาต
ในญี่ปุ่น กระแสไม่พอใจจากแฟนอนิเมะและเกมยิ่งทำให้เรื่องนี้ถูกจับตามองมากขึ้น โดยมีการรณรงค์ผ่านคำร้องออนไลน์เพื่อปกป้องมังงะและคาแรกเตอร์ญี่ปุ่น และมีรายงานว่าคำร้องดังกล่าวถูกส่งถึงหน่วยงานรัฐญี่ปุ่นแล้ว ก่อนจะถูกนำกลับมาจุดกระแสอีกครั้งเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์เผยแพร่วิดีโอที่สร้างด้วย AI ซึ่งเขาถูกวาดให้เป็นนารูโตะบน Truth Social
หลังเหตุการณ์นั้น เจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีของญี่ปุ่นย้ำในที่สาธารณะว่า หลักการพื้นฐานของการใช้ผลงานที่มีลิขสิทธิ์คือการต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิก่อน และยืนยันว่าญี่ปุ่นได้สื่อสารจุดยืนนี้กับสหรัฐฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านช่องทางทางการทูต แม้ฝั่งสหรัฐฯ จะเคยอธิบายว่าแนวทางโพสต์มีมและคลิปบันเทิงช่วยให้สารทางการเมืองเข้าถึงผู้คนได้กว้างขึ้นก็ตาม
กรณีนี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างการสื่อสารการเมืองสมัยใหม่บนโซเชียลมีเดียกับกฎหมายลิขสิทธิ์และความอ่อนไหวของเจ้าของผลงาน โดยเฉพาะเมื่อหน่วยงานรัฐนำวัฒนธรรมป็อปของประเทศอื่นมาใช้ในบริบทที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์หรือมูลค่าทางการค้าได้ ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและข้อถกเถียงเรื่องการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในยุคมีมอีกต่อไป


